วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เป้าหมายคุณคืออะไร - หายไปหรือยัง?

"เรารู้ว่าจุดสุดท้ายคืออะไร แต่เราไม่ชอบเดินไปตามทางนั้นตั้งแต่เนิ่นๆ"

คนเราก็แปลก ซึ่งผมถามน้องๆที่มาสมัครงานเล่นๆว่า “จุดสุดท้ายของการทำงานของเขาต้องการอะไร?” คำตอบสวยหรูมากมาย “จะเป็นผู้บริหารบริษัทฯนี้” อะไรทำนองนั้น บางครั้งผมก็เลยถามต่อว่า “เป็นผู้บริหารดีตรงไหน?” บางคนบอกว่า “เงินเดือนเยอะ” เป็นอันว่าผู้บริหารดีตรงที่เงินเดือนเยอะหรือเนี่ย... บางครั้งผมก็จะถามลักษณะที่ว่า
“แล้วถ้าบริษัทฯ ผู้บริหารไม่ได้เงินเดือนอย่างที่คุณคิดหละ คุณยังจะอยู่ไม๊?”
“แล้วถ้าคุณไม่มีประสิทธิภาพแล้วผมไล่คุณออกคุณจะได้เป็นผู้บริหารหรือ?”
“อย่างนั้นคุณมาเป็นผู้บริหารแทนผมเอาไม๊?” ฯลฯ

ผมห่างจากการสัมภาษณ์คนมานานแล้ว แต่การสัมภาษณ์คนแต่ละครั้งผมรู้สึกสนุก เพราะว่าได้เห็นพฤติกรรมของแต่ละคนที่หน้าตาแบบ งุนงง แล้วก็ขำๆ เหมือนว่าผมจะแกล้งเขาเลยนะ แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่ผมอยากได้จากเขาคือ สิ่งที่เขาต้องเป็นมากกว่า ซึ่งหลายๆคนมักจะตอบในเชิงความจริงมากกว่า เช่น “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองเล็กๆ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเขาตอบได้ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะเป็นมากที่สุด แต่ก็ต้องตอบผมด้วยนะว่า “แล้วคุณทำงานที่นี่คุณจะทำธุรกิจของคุณได้อย่างไร?” หรือบางทีผมก็จะถามเขาว่า “แล้วคุณจะอยุ่กับเรานานแค่ไหน?” เป็นต้น...

ผมหยุดเรื่องคำถามคำตอบไว้ดีกว่า แต่มาดูกันว่า คนเรามักมีความฝันของตนเอง และส่วนใหญ่ จะมีคำตอบไม่มากนัก ซึ่งจะหนีไม่พ้น
“อยากรวยมีเงินมีทองมีบ้านมีรถมีอะไรต่อมิอะไร”
“อยากมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต แต่ถ้าได้เวลาทำงานด้วยก็จะดี” และ
“มีธุรกิจของตนเอง ให้ธุรกิจเลี้ยงตอนยามแก่ชรา”
แต่ทั้งนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปว่า การเข้ามาทำงานในองค์กรใดๆ คุณคิดหรือว่า คุณจะสามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ?

"ถ้าคุณอยากได้คุณจะไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำคุณจะได้...”

---------------------------------------------------------------------------------------------
อยากรวย

ถ้าคุณมองในสภาพความเป็นจริงรอบๆคุณดู ในการที่คุณทำงานให้กับองค์กรต่างๆ คุณเคยเห็นเพื่อนๆคนไหนบ้างที่รวยจากการได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เจ้านายคุณมีเงินมากกว่าคุณมากมายแต่เบื้องหลังของเขาเป็นหนี้หรือเปล่า... แต่เท่าที่ผมเห็นคนที่รวยจากการทำงานในองค์กรคือเจ้าขององค์กรนั้นๆเสียมากกว่า ซึ่งถ้ามองในมุมกลับกัน ถ้าคุณเป็นเจ้าของ คุณจะจ้างคนเข้ามาทำงานในเงินเดือนมากมายจนเขามีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ร่ำรวย หรือว่า คุณให้เขาตามราคาตลาด ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคุณขึ้นถึงระดับของเจ้าของกิจการจริงๆ คุณก็จะทำเหมือนเจ้าของทั่วๆไป คือแค่ให้เงินเดือนกับพนักงานตามราคาตลาด หรือ ระดับที่ตัง้ไว้ขององค์กรเท่านั้น แล้วเงินส่วนที่เหลือคุณก็เข้ากระเป๋าคุณเองไม่ดีกว่าหรือ..? (แค่เป็นมุมมองให้คิด) แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ คุณคิดว่าคุณจะรวยจากการเป็นลูกจ้างอย่างนั้นหรือ…?

ถ้าในนิยามของความรวย หมายถึง มีเงินตามต้องการที่จะใช้จ่ายแล้ว คุณไม่ได้สิ่งเหล่านี้ในการเป็นลูกจ้างแน่นอน เพราะเงินที่เขาให้คุณ เขาได้สร้างกับดักล่อหลอกคุณเอาไว้หมดแล้วอย่างแยบคาย ไม่ว่าคุณจะได้รายได้มากมายต่อเดือนเพียงใด รายจ่ายของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเงาตามตัว ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูดในหัวข้อใหญ่ในประเด็นนี้เลย

อยากมีความสุข

ความสุขในการทำงานแบ่งออกเป็นหลากหลายมิติ แต่คนขาดแคลนส่วนใหญ่มองอยู่มิติเดียว คือ ความสุขจากการมีทรัพย์สิน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีอีกหลายคนที่นิยามความสุขที่แตกต่างกันไปคือ ความสุขจากครอบครัวที่อบอุ่น ความสุขจากการเป็นอยู่อย่างสบายๆ ความสุขจากการทำงาน ความสุขจากการได้พักผ่อน ความสุขจากการใช้ชีวิต เป็นต้น ซึ่งถ้าแยกความสุขออกเป็นมิติๆ แล้วจะสามารถแบ่งเป็น

ความสุขในมิติทางด้าน สภาพความเป็นอยู่
ถ้าความสุขในสภาพความเป็นอยู่นี้ การทำงานกับองค์กรจะสามารถตอบสนองคุณได้หากองค์กรนั้นมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงมาก แต่การมีความสุขในมิตินี้ ก็จะทำให้มีความสามารถทางด้านการใช้จ่ายที่น้อยลงด้วย

วามสุขในมิติทางด้าน ความสามารถทางด้านการใช้จ่าย
ถ้าความสุขของคุณ อยู่ที่ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ต้องการ ได้ในสิ่งที่ต้องการที่ทำให้คุณมีความสุขแล้วหละก็ องค์กรก็จะตอบสนองคุณได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นหมายถึง สิ่งที่คุณต้องการต้องเลือกและไม่ใช่สิ่งใหญ่โตอะไรมากนัก เช่น ถ้าคุณต้องการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซึ่งเป็นของใหญ่เพื่อสภาพความเป็นอยู่ คุณก็จะต้องมีเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยลง

ทั้งในสภาพความเป็นอยู่ และ ความสามารถทางด้านการใช้จ่ายนี้ สามารถแก้ไขปัญหาของการทำงานในองค์กรได้จากการทำงานพิเศษอื่นๆ ที่เขาเรียกกันว่า “ฝิ่น” แต่ทั้งนี้ เวลาของคุณก็จะมีน้อยลงในการหาความสุขทางด้านจิตใจ ความเครียดจะเข้ามาแทนที่ แล้วสิ่งที่คุณทำไปถ้าคุณคิดว่าคุ้มค่าก็ทำไปเถิด แต่ส่วนใหญ่เวลาทำงานหนักมากๆ ทำงานเยอะๆ สภาพจิตใจก็จะแย่ลง แล้วคุณก็จะโหยหากับความสุขทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็จะพบว่ามันไม่สามารถเป็นไปได้เพราะมันขัดแย้งกับเวลาที่คุณสูญเสียไป

ความสุขในมิติทางด้าน การตอบสนองในสิ่งที่ขาด
อันนี้เป็นความสุขที่เกิดจากความขาดแคลนในวัยเยาว์ที่ฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก เพราะคนเรามีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เมื่อมีอำนาจทางด้านการเงิน หรือ มีความพร้อมทางด้านใดๆแล้ว สิ่งที่จะแสดงออกในการสร้างความสุขให้กับตนเองคือ การตอบสนองในสิ่งที่ขาดไปในจิตใต้สำนึก เช่น บางคนมีอาหารกินมื้ออดมื้อ ก็จะหาอาหารรับประทานที่ดีราคาแพงเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง หรือบางคนไม่มีของเล่นในวัยเด็กก็จะพยายามหาของเล่นที่ตนอยากเล่นมาให้ลูกๆเล่น และอย่ากระนั้นเลยก็จะเล่นของเล่นลูกไปด้วยเลยเพื่อตอบสนองจิตใต้สำนึกเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวเพียงเล็กน้อยกับงานที่ทำในองค์กร หากจิตใต้สำนึก ของคนๆนั้นมีความเกี่ยวพันกับคนอื่นๆในองค์กร หรือ ส่งผลต่อการทำงาน เช่น ตอนวัยรุ่นไม่ได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม เวลาทำงานมีหน้าที่การงานดีขึ้นเป็นหัวหน้างานขึ้นมา เมื่อเพศตรงข้ามเข้ามาในเชิงให้ความสนใจ อาจจะทำให้พฤติกรรมที่ซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกแสดงอาการออกมาได้ ทั้งนี้ไว้เอาไปคุยในเรื่องเพศในองค์กรอีกทีหนึ่ง...

ความสุขในมิติทางด้าน จิตใจและความรู้สึก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายๆคนต้องการ บางคนสามารถทำงานไปและมีความสุขไป แต่บางคนไม่สามารถ สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก เวลา ซึ่งเราจะพบว่า เมื่อคุณทำงาน คุณก็จะหวังให้หน้าที่การงานใหญ่โตขึ้น เพื่อคุณจะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น หรือ คุณได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น หรือแม้นแต่คุณได้อำนาจมากขึ้น มีคนเคารพนับหน้าถือตามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่คุณต้องการในที่ทำงานนั้น ต้องแลกมากับเวลาและความทุ่มเทที่เสียไป เมื่อคุณให้เวลา และ ความทุ่มเทกับเรื่องงาน คุณก็เท่ากับดึงเอาเวลาและชีวิตครอบครัวของคุณไปกับการกระทำของคุณด้วย แล้ว ความสุขของคุณจะได้มาได้อย่างไร

บางคนสมถะในการทำงานอยากทำงานเท่าที่รับผิดชอง เจ้านายก็ไม่พอใจเพราะไม่ทุ่มเทให้กับบริษัทฯ อาจจะแป๊กได้ หรือ อาจจะบีบให้ออกเพราะว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ดีขึ้นเลย

ความต้องการขององค์กรที่มีต่อพนักงานของเขานั้น มีมาก โดยเฉพาะเจ้านายที่เป็นเจ้าของบริษัทฯ หรือ เจ้านายที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทฯ ทั้งนี้ หากคุณไม่สามารถทำใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งๆได้จริง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็ไม่สามารถสร้างความสุขจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการดำเนินชีวิตได้


อยากมีธุรกิจของตนเอง

ความหวังของคนทั่วไปมักต้องการมีธุรกิจของตนเอง แต่พบว่า ความต้องการเหล่านี้มีความขัดแย้งกับการทำงานในองค์กรอยู่มาก องค์กรส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะได้งานจากพนักงานของเขาเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเป็นองค์กรทางตะวันตกด้วยแล้ว เขาแทบจะต้องการเวลาของเราทัง้หมดเลยทีเดียว แต่การจะทำธุรกิจของตนเองก็ต้องมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจของตนเองด้วย ทั้งนี้ความขัดแย้งทางด้านเวลาจึงเกิดขึ้น แล้วทีนี้ คุณจะให้เวลากับธุรกิจของตนเอง หรือ องค์กร นั่นเป็นสิทธิของคุณ

--------------------------------------------------------------------------------

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะชี้ให้เห็นว่า มีความขัดแย้งทางด้านการทำงาน และความต้องการของพนักงานอยู่เสมอๆ แต่โดยทั่วไป จะเห็นแต่คนทำงานให้องค์กรโดยละทิ้งความต้องการของตนเพื่อแลกกับรายได้เพื่อประทังชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า การดำรงชีวิตให้สามารถอยู่รอดได้นั้นมันสำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้อย่าทิ้งความฝันของคุณไป

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อยู่ในวงจรเหล่านี้ ถ้าคุณต้องการมีชีวิตตามรูปแบบที่คุณต้องการ ทำไมคุณไม่ใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้ ออกแบบชีวิตของตนเอง ใช้ชีวิตของตนเองให้เหมาะกับความต้องการ ซึ่งถ้าคุณไม่จำเป็นต้องหาเงินเพื่อประทังชีวิต ผมอยากแนะนำว่า อย่าขายเวลาความสุขของชีวิตเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยที่เขาให้ครับ เพราะถ้าคุณทำเช่นนั้น เวลาแห่งความสุขของคุณก็จะเหลือน้อยลง หรือ อาจจะไม่มีเวลาสำหรับความสุขส่วนตนได้เลยครับ

--------------------------------------------------------------------------------
สรุปบทความ...

ในฐานะลูกจ้าง :- ความฝันของคุณก่อนการทำงาน และ ระหว่างการทำงานนั้นจะแตกต่างกัน การออกแบบชีวิตของตนเองว่า ต้องการอะไรจริงๆนั้น ถ้าสามารถออกแบบได้ก่อนการเข้าทำงาน คุณจะมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่มุ่งไปยังเป้าหมายของคุณโดยตรง แต่ถ้าคุณเริ่มเข้าทำงานในองค์กร องค์กรจะเปลี่ยนแนวคิดของคุณให้เบี่ยงเบนไป จนคุณอาจจะมองชีวิตของคุณอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมายความต้องการของคุณ

ในฐานะองค์กร :- เมื่อได้คนเข้าทำงานแล้ว องค์กรต้องสร้างฝันให้กับคนทำงาน เพื่อให้เขามุ่งไปยังฝันที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับเขา ถ้าความฝันนั้นสามารถทำให้เขาได้เป็นจริง ก็จะเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรสร้างฝันที่ไม่สามารถเป็นจริง หรือ หรอกให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียคนเก่งๆ ที่มีความสามารถไป

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ไม่มีความคิดเห็น: