งานบริการที่ปรึกษาทางการเงิน ประกอบด้วย
1. งานที่ปรึกษาเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน / ไม่ลงทุน
แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1) งานที่ปรึกษาในขั้นของการริเริ่มโครงการ
งานที่ปรึกษาประเภทนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการนำทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในอนาคต มาใช้ควบคู่กับข้อมูลทางธุรกิจ ทฤษฎีกลุ่มนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ธุรกิจในด้านของการทำกำไร และการประมาณการกระแสเงินสดเพื่อพิจารณาสภาพคล่องของกิจการ ได้แก่
- การจัดทำประมาณการกระแสเงินสด (Cash Flow Projection)
- การหาความคุ้มค่าของการลงทุน (NPV, IRR, BCR)
- การจัดทำประมาณการงบการเงิน
- การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)
1.2) งานที่ปรึกษาในขั้นตอนของการขยายการลงทุน
เป็นงานที่ปรึกษาสำหรับกิจการที่ดำเนินอยู่แล้ว และต้องการขยายกิจการหรือลงทุนในธุรกิจอื่น ซึ่งส่วนใหญ่การเติบโตของธุรกิจต้องการการก่อหนี้ หรือการระดมทุนเพิ่ม
ฉะนั้นงานของที่ปรึกษาจึงประกอบด้วย การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินในปัจจุบัน การจัดทำประมาณการกระแสเงินสด (Cash Flow Projection) และการหาความคุ้มค่าของการลงทุน (NPV, IRR, BCR) และตามด้วยประมาณการงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินภายหลังการลงทุน
2. งานที่ปรึกษาสำหรับการขอสินเชื่อ
เนื่องจากปัจจุบันการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ได้เปลี่ยนรูปแบบจากการพิจารณา หลักประกันเป็นสำคัญ มาเป็นการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้โดยดูจากตัวเลขทางบัญชี และประมาณการกระแสเงินสด ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่เคยจัดทำบัญชี ตามมาตรฐานจึงมีปัญหาอย่างมากในการเตรียมข้อมูล ในขณะที่สถาบันการเงินเองก็ไม่มีบุคลากร ในการจัดทำข้อมูลให้ลูกค้าและอาจไม่ได้รับขอมูลที่ถูกต้อง ที่ปรึกษาทางการเงินจึงมีบทบาทอย่างมากใน ธุรกรรมประเภทนี้
งานที่ที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องทำประกอบด้วย การพิจารณาข้อมูลในอดีตด้วยการวิเคราะห์งบการเงิน เพื่อพิจารณาข้อผิดพลาดในการบริหารงาน และปรับอัตราส่วนทางการเงินให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ที่สถาบันการเงินจะยอมรับได้ เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสในการกู้เงิน นอกจากนี้ต้องพิจารณาประมาณ การกระแสเงินสดของโครงการว่ามีเงินเหลือเพียงพอต่อการชำระหนี้คืนหรือไม่ ด้วยการจัดทำ ประมาณการกระแสเงินสด (Cash Flow Projection)
3. งานที่ปรึกษาสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้
เป็นงานที่มีบทบาทอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงมีบทบาทต่อไปในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจนกว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะหมดไปจากสถาบันการเงิน หรือบรรษัทบริหาร สินทรัพย์ที่จะตั้งขึ้นมารองรับหนี้ดังกล่าว
งานหลักของที่ปรึกษาการเงินประเภทนี้คือ การทำความเข้าใจกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์และข้อจำกัดของทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ การทำความเข้าใจธุรกิจของลูกหนี้และการจัดทำประมาณการกระแสเงินสด พร้อมทั้งจัดรูปแบบและเงื่อนไขของสินเชื่อใหม่ เพื่อให้การชำระคืนมีความเป็นไปได้ตาม Cash Flow Projection
4. งานที่ปรึกษาเพื่อกำหนดมูลค่ากิจการ
ในอดีตการระดมทุนผ่านตลาดทุน จำกัดเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากการเร่งจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ใหม่ หรือ Market for Alternative Investment (MAI) โดยหวังว่าตลาดทุนในประเทศไทย จะได้รับความสนใจ จากผู้ลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศมากขึ้น ธุรกิจที่ปรึกษาเพื่อกำหนดมูลค่ากิจการ
หรือกำหนดราคาหุ้นจึงน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้น การหาพันธมิตรทางธุรกิจหรือการขายกิจการจำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ประเมินมูลค่ากิจการ
การคำนวณมูลค่ากิจการทำได้หลายวิธี เช่น ใช้มูลค่าตามบัญชี (Book Value) หรือการประมาณการจาก Discounted Cash Flow ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าวิธีแรก ด้วยการจัดทำงบการเงิน การประมาณการกระแสเงินสด การกำหนดมูลค่าซาก แล้วจึงคำนวณหามูลค่ากิจการจาก Discounted Cash Flow
5. งานที่ปรึกษาทางการเงินรายเดือน
เป็นการให้บริการแก่ลูกค้าสำหรับระยะเวลาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่งานที่ทำให้ลูกค้า จะเกี่ยวข้องกับ
- งานการบริหารการเงิน
- งานวางระบบทางบัญชีและภาษี อากร
- งานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
ที่มา ; www.fpmconsultant.com
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น