เรียบเรียงโดย สุนันท์ ศรีจันทรา
บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด ซึ่งมีนายประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สร้างความฉาวโฉ่อีกครั้ง โดยกำลังถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบ เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการจงใจปิดบังข้อมูลที่เป็นนัยสำคัญของการ ดำเนินงาน
หุ้นบริษัท ไทยน๊อคซ์ เคยเป็นข่าวครึกโครมมาแล้ว ในช่วงที่มีการกระจายหุ้นสู่ประชาชนทั่วไป โดยนำหุ้นประมาณ 2,500 ล้านหุ้นเสนอขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของนายประยุทธ จึงเป็นการระดมเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง นอกจากนั้นการจัดสรรหุ้น ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางด้วยเพราะมีการจัดสรรโควตาให้ผู้มีอุปการคุณจำนวนถึง 500 ล้านหุ้น หรือประมาณ 20% ของหุ้นที่นำมากระจายทั้งหมดส่วนผู้มีอุปการคุณที่นายประยุทธนำหุ้นประเคน ก็มีชื่อของนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับจัดสรรจำนวน 10 ล้านหุ้น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับจัดสรร 7 ล้านหุ้น กลุ่มจุฬางกูร หรือกลุ่มเครือญาตินายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับจัดสรร 10 ล้านหุ้น...และแม้แต่นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นักจัดรายการวิทยุ ก็ยังมีชื่อพ่วงเข้าไปในรายการผู้มีอุปการคุณ ได้หุ้นจองไทยน๊อคซ์ 3.5 ล้านหุ้น ในฐานะผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหาร
ราคาหุ้นไทยน๊อคซ์ กำหนดขายนักลงทุนหุ้นละ 2.10 บาท แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาต่ำกว่าราคาที่เสนอขาย โดยนักลงทุนที่จองซื้อขาดทุนกันถ้วนหน้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดหมายกันไว้ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากนักลงทุนทั่วไป ไม่มีความเชื่อมั่นการบริหาร และหวั่นไหวความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน จึงเลี่ยงที่จะเข้าไปลงทุน
หุ้น 'ไทยน็อคซ์' ถูกจับตาในความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานตั้งแต่เข้าจดทะเบียน แต่พฤติกรรมที่เข้าข่ายไม่โปร่งใส ก็เกิดขึ้นจนได้ ทั้งที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพียงประมาณ 2 เดือน โดยบริษัทได้ประกาศจะลงทุนประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท ในโครงการผลิตเหล็กรีดร้อน และประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 2,000 ล้านบาท พร้อมออกวอร์แรนต์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหน่วย
ตลาดหลักทรัพย์สั่งพักการซื้อขายหุ้นไทยน๊อคซ์ในทันที เพราะข้อมูลการเพิ่มทุนไม่ชัด ขณะที่ก.ล.ต.ได้สั่งให้บริษัทชี้แจงโครงการลงทุนและการเพิ่มทุน เนื่องจากเข้าข่ายการจงใจปกปิดข้อมูลที่มีสาระสำคัญในการดำเนินงาน
ก.ล.ต.ตั้งข้อสังเกตว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท และการเพิ่มทุน บริษัทต้องใช้เวลาในการพิจารณา ไม่ใช่ตัดสินใจกันเพียงแค่เดือนหรือสองเดือน ซึ่งหากบริษัทมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องระดมทุนเพิ่มไว้แล้ว ปัญหาคือ ทำไมไม่แจ้งข้อมูลในหนังสือชี้ชวน หรือแบบรายการแสดงข้อมูลในขั้นตอนการเสนอขอกระจายหุ้น เพื่อให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลล่วงหน้า
สิ่งที่ ก.ล.ต.ตั้งโจทย์ไว้คือ ไทยน๊อคซ์จงใจปกปิดข้อมูลหรือไม่ ซึ่งถ้าจงใจปกปิดข้อมูล ก็จะมีความผิดตามมาตรา 278 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับในวงเงิน 2 เท่าของหุ้นที่เสนอขาย หรือปรับไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท
การตรวจสอบพฤติกรรมของไทยน๊อคซ์ สอดรับกับความรู้สึกของนักลงทุน เพราะหุ้นเพิ่งจะเข้าซื้อขายเพียง 2 เดือน แต่กลับระดมทุนเพิ่ม ซึ่งผิดหลักของการเป็นบรรษัทภิบาล โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีหลักบรรษัทภิบาล ควรมีแผนงานที่ดีถ้ามีแผนการลงทุนล่วงหน้า ต้องระดมเงินเพิ่ม จะต้องประกาศให้นักลงทุนรับทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นและถ้านายประยุทธรู้ว่าจะต้องระดมทุนเพิ่มในอนาคตอันใกล้ ก็ควรจะระดมทุนช่วงนำหุ้นเสนอขายประชาชนทั่วไปในคราวเดียว โดยลดหุ้นส่วนตัวของนายประยุทธที่จะนำเสนอขาย และนำหุ้นเพิ่มทุนออกมาขายแทนแต่นายประยุทธกลับนำหุ้นส่วนตัวมาเสนอขาย ระดมเงินเข้ากระเป๋า และเมื่อประชาชนทั่วไปซื้อหุ้นจากนายประยุทธแล้ว จึงออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อดึงเงินจากกระเป๋าผู้ลงทุนอีกรอบ!?
ความไม่ชอบมาพากลสำหรับการเพิ่มทุนบริษัท ไทยน๊อคซ์ ที่ถูกจับตาอีกประเด็น คือการนำเงินเพิ่มทุนซื้อที่ดินจำนวน 240 ไร่ ในราคาประมาณ 349 ล้านบาท จากบริษัท แอ็คมี่ แคมพ จำกัด ซึ่งนายประยุทธถือหุ้นอยู่ 100% และถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยผู้บริหารบริษัท ไทยน๊อคซ์ นำเงินของผู้ถือหุ้นไปซื้อทรัพย์สินของตัวเอง
พฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน เคยเกิดขึ้นแล้วในบริษัท ไทยฟิล์ม อินดัสตรี่ จำกัด ซึ่งนายประยุทธเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมีการนำเงินเพิ่มทุนของไทยฟิล์มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นบริษัท ไทยคอปเปอร์ ซึ่งนายประยุทธเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จนก.ล.ต.ต้องตรวจสอบและขอคำชี้แจง
การนำเงินเพิ่มทุนของไทยน๊อคซ์ซื้อที่ดินของนายประยุทธ ไม่ใช่รายการอัฐยายซื้อขนมยาย แต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการถ่ายเทเงิน ซ้ำรอยกรณีบริษัท ไทยฟิล์มฯ
นายประยุทธได้ 'น็อค' ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นไทยน๊อคซ์ไปแล้ว เพราะใครที่ลงทุนในหุ้นไทยน๊อคซ์ ถูกกินเรียบ ไม่เว้นแต่บรรดาผู้มีอุปการคุณที่ได้รับจัดสรรหุ้นจองทั้งหลาย เนื่องจากขาดทุนกันถ้วนหน้า และการประกาศเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาท โดยมีวอร์แรนต์มาล่อ อาจเป็น 'เกม' สูบเงินจากตลาดหุ้นรอบสอง
การดำเนินงานของบริษัท ไทยน๊อคซ์ สังคมชาวหุ้นอาจจะตัดสินไปแล้วว่า ขาดความโปร่งใส เพียงแต่จะตรวจสอบความผิดกันได้ขนาดไหนเท่านั้นเพราะไทยน๊อคซ์ ไม่ใช่กรณีแรก ก่อนหน้ามีกรณีบริษัทไทยฟิล์มฯ เกิดขึ้นแล้ว โดย ก.ล.ต.ไม่สามารถทำอะไรได้แม้จะเห็นๆ กันว่าหุ้นของนายประยุทธ มหากิจศิริ มักอ่อนด้อยด้านธรรมาภิบาล และมักมีพฤติกรรมหมิ่นเหม่ต่อการโยกย้ายถ่ายเทเงิน แต่นักลงทุนไม่ได้ตั้งความหวังว่า ก.ล.ต.จะทำอะไรหุ้นของนายประยุทธได้ เพราะถ้าทำได้ คงทำไปแล้ว โดยไม่ปล่อยให้ไทยน๊อคซ์เข้ามาเล่นเกมสูบเงิน
ไม่ปล่อยให้หุ้นที่เข้าข่ายไร้ธรรมาภิบาล เข้ามาหลอกหลอนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่มา : www.pantip.com
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น