ธุรกิจประกอบยานยนต์ (วิศวกรรมอุคสาหการ วิศวกรรมเครื่องกล)
1.Mitsubishi Motor แหลมฉบัง ชลบุรี 16,000 Bonus 6+13,000
2.Toyota Motor Asia Pacific (TMAP) สมุทรปราการ 18,000 Bonus 6.5 + 12,000 Require TOEIC Score 550
3.Isuzu Motor สมุทรปราการ 16,000 Bonus 6.0+5,000 TOEIC Score 450 (สำหรับจบใหม่ตรงนี้ไม่ถึงไม่เป็นไร แต่จะพิจารณาเป็นพิเศษถ้าหากถึงเกณฑ์ แต่ส่วนมากเขาดูตอนเราสัมภ าษณ์มากกว่า)
4.Honda Automobile ทำรถยนต์ โรจนะ อยุธยา 17,500 + ค่าอาหาร 500 +ค่าภาษา TOEIC และ Japanese Leve 2,000-4,000 Bonus 6-7 เกรดต้องเกิน 2.70
5.Honda Motor ทำรถมอเตอร์ไซด์ สมุทรปราการ ประกอบมอเตอร์ไซด์ ได้เท่ากับ Honda Automobile
6. Thai Yamaha Motor 15,000 Bonus 4-5 Toyota Take Over เรียบร้อยอีกสักพักทุกอย่างจะเท่าๆ Toyota
7.GM ปลวกแดง จ.ระยอง 25,000-30,000 โบนัส 5-7 ให้เยอะแต่ไม่มี OT
8.BMW 30,000 โบนัส 4-5 เดือน
9.NISSAN 16,000 Bonus 4-5 เดือน
10.Auto alliance (Ford&Mazda) 24,000 โบนัส 5-6 เดือน
11.Suzuki ปทุมธานี 15,000 ทำงาน 5 วัน โบนัส ประมาณ 2-3 เดือน
12.Kawasaki ปลวกแดง ระยอง 15,000 + ค่าเช่าบ้าน ทำงาน 5 วัน โบนัส 3 เดือน
13.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ 14,200 โบนัสประมาณ 2-3 เดือน
14.Honda R&D สวัสดิการเดียวกับ Honda อื่นๆครับ
ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ (วิศวกรรมอุคสาหการ วิศวกรรมเครื่องกล)
1.DENSO International สมุทรปราการ เทพารักษ์ 16,800 Bo nus 6.5+12,000
2.Denso Thailand 16800 Bonus 6.5+ 7,000
3.Siam DENSO อมตะนคร ชลบุรี 16800 Bonus 6.5 + 7000 Like Toyota
4.Thai Summit Group 16,000 โบนัส 4-4.4 เดือน
5.ซัมมิต ออโตซีท 18,000 โบนัส 4 มีสองที่คือแหลมฉบังและสมุทรปราการ
6.บริดสโตน (รังสิต, วังน้อย) 18,000 โบนัส สูง
7.ดีสโตน อินเตอร์เนชั่นแนล นครปฐม ทำยางรถยนต์ เงินเดือน 13,500 โบนัส 2-4
8.NHK Spring ฉะเชิงเทรา(นิคมเวลโก) 15,000 โบนัสให้สูง 6-8
9.YSP ทำท่อไอเสีย ฉะเชิงเทรา(นิคมเวลโก) 13,500 ค่าน้ำมัน 1.75 บาท/กม. โบนัส 6
10.ไทยสตีลเคเบิ้ล ทำสายเคเบิ้ล ในรถยนต์ 11,000 โบนัส 2-4 เดือน
11.KOITO สมุทรปราการประมาณ 15,000
12.เอ็นไก สมุทรปราการ ล้อแมก ประมาณ 14,000
13.Siam Kayaba ชลบุรี ทำโช๊ครถยนต์ ประมาณ 15,000
14.นวโลหะไทย (SNF) ท่าหลวง สระบุรี 18000 + ค่าอาหาร500 + เลือกระหว่าง(ค่าเช่าบ้าน 4500 หรือหากอยู่ ที่พักที่บริษัทเตรียม จะได้ ค่าช่วยเหลือ 1,500) ทำงาน 5 วัน Bonus 5-6 OT เหมาจ่ายประมาณ 250 บาทสำหรับ มากกว่ า 2 ชั่วโมง หรือ 600 บาทสำหรับ 8 ชั่วโมง แต่วัฒนธรรมที่นี่วิศวกรไม่ค่อยทำ OT กันสักเท่าไร (เครือ ATTG)
15.นวโลหะอุตสาหกรรม (NIC) หินกอง สระบุรี 18,000 + ค่าอาหาร500 + ค่าเช่าบ้าน 4,500(ไม่มีที่พักเตรียมให้แต่มีรถรับส่ง) ทำงาน5 วัน Bonus 5-6 ทำ OT กระจายรายได้ต่อเดือน 25,000-30,000
16.ATT สระบุรี เหมือน นวโลหะอุตสาหกรรม
17.NOK ชลบุรี 18,000 + ค่าตำแหน่งและเงินช่วยเหลือ 3,000-5,000 โบนัส 4 (แต่ต้องทำงานตั้งแต่1 ปีขึ้นไปถึงจะได้) ทำงาน 5 วัน รายได้รวม OT 24,000 - 30,000
18.บริษัทยานภัณฑ์ ทำท่อไอเสีย ประมาณ 16,500
19.Bridgestone NCR ผลิตชิ้นส่วนยางกันสะเทือนสำหรับยานยนต์ 15,000 ทำงาน 5 วัน
20.KIRIU ปลวกแดง ระยอง 14,000
21.โตไก อีสเทริน ผลิตชิ้นส่วนทที่เป็นยางสำหรับยานยนต์ ระยอง ปลวกแดง ประมาณ 15,000 + ค่าเช่าบ้าน ผ่านโปรรวม 18,000 บาทต่อเดือน โบนัส 4
22.สามมิตร ผลิตกระบะสำหรับรถบรรทุก มากกว่า 12,000
23.Thai Arrow (เครือ Thai Yazaki) ฉะเชิเทรา ทำสายไฟสำหรับยานยนต์ 15,967 (หากผ่านโปรจะได้เพิ่มอีก 1905) โบนัส 4 มีรถรับส่งถึงกรุงเทพและชลบุรี
24.Summit Harness 14,000 หากพ้นโปรจะพิจารณาตามความเหมาะสม
25.ไดชิน (Daisin) อยุธยา 14,500
26.แอมพลาส(Amplass) สมุทรปราการ 16,000
27.Sumitomo Rubber ทำยางรถ ให้ DUNLOP เงินเดือน 16,000 + ค่าเช่าบ้าน 2,000 OTเยอะ
28.สยามโตโยต้า (Siam Toyota) Gateway 16,500 + บ้านนอกอื่นๆประมาณ 5,000 Bonus 6.5
29.Saim Aisin Takaoka Industrial(SATI) นิคมอมตะ ชลบุรี 18000 + 5000 (เครือATTG)
30.Aisin Takaoka Foundry Bangpakong(ATFB) นิคมอมตะ ชลบุรี 18,000 + 5,000 (เครือATTG)
31.Thai Engineering Product(TEP) 18,000 + 5000 (เครือ ATTG)
32.Thai Asahi Denso อ.ปลวกแดง ระยอง ประมาณ 14,000 + 700 (ค่าอาหาร) ผ่านโปรเงินเดือนเพิ่มเป็น 16,500 + 1500 มีหอพักให้อยู่(หนึ่งห้องต่อหนึ่งคน) มี O.T. ทำประจำ
33.Mineabea ลพบุรีและอยุธยา 17,000 ที่ลพบุรีมีที่พักให้ แต่ไม่มีค่า OT โบนัส 2.5 เดือน สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ
34.Siam Furukawa Battery ท ำแบตเตอร์ยี่ห้อ FB รายได้รวมต่อเดือนมากกว่า 20,000
ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์
-> วิศวกรรมอุตสาหการจะเกี่ยวกับควบคุมสายการประกอบ
-> วิศวกรรมเครื่องกลจะเกี่ยวกับด้านการวิจัยและพัฒนา)
1.Hitachi Global storage ปราจีนบุรี 17,000 Bonus 1(Fix) + 2-4 (Variable)
2.Sony Device Technology ปทุมธานี 18,590 + ค่าTOEIC(1000up) Bonus 3
3.Western Digital Hi-tech Ayuthaya 18,000 Bonus 2.5 พนักงานใน line มีแต่ผู้หญิง
4.Canon Hi-Tech Ayuthaya 17,500 Bonus 2.5
5.Thai Samsung ในเครือสหพัฒน์ ศรีราชา 16,500 ทำงาน 5 วัน Bonus 2.5 แต่โอทีกระจายเดือนหนึ่งอาจถึง 30,000 สำหรับใน Line การผลิต ไม่มีรถรับส่ง
6.Daikin Industry 16,700+800+อื่นๆเกือบ20,000 โบนัส 4-5เดือน โอทีเยอะ
7.LG Electric ระยอง 18,593 +ค่าบ้านนอก 900 +เบี้ยขยัน(600 - 3000) + OT ไม่อั้น ข้าวพร้อมกับข้าวฟรีมื้อเที่ยงและเย็น รวมรายได้ต่อเดือน 23,000 – 30,000 Bonus ตามผลประกอบการ 2– 4.5 ( โรงแอร์ 2.5 โรงเครื่องซักผ้า 4 ) มีให้เลือก 4 โรงคือ แอร์ คอมเพรทเซอร์ ทีวี และเครื่องซักผ้า มีรถรับส่งตั้งแต่ชลบุรีถึงตัวระยอง (ค่อนข้างเป็นองค์กรเพื่อการเรียนรู้ถ้าเข้าได้แล้วออกมารับรองมีความรู้ไว้ใช้ได้มากมาย)
8.ซิเลนติก้า แหลมฉบัง 20,000 โบนัส 2 เดือน
9.ROHM ประมาณ 16,000 โบนัส ประมาณ 2-3เดือน สัมภาษณ์ ภาษาอังกฤษ
10.NIDEC ประมาณ 16,000 UP โบนัส 2.5 เดือน
11.สยามคอมเพรสเซอร์ (Siam Compressor) ทำCompressorสำหรับเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi แหลมฉบัง ชลบุรี 17500 + ค่าเช่าบ้าน5,000 + ค่าเดือนทาง1,100
12.Magnecomp 17,000 โบนัส 1 เดือน
13.DDK fujikura 16,000 โบนัส 2.5 เดือน
14.Mitsubishi electric consumer product ทำแอร์ ชลบุรี รวมประมาณ 19,000 บาท OT เยอะ โบนัส 6
15.บริษัทเดลต้าอีเล็คทริค สมุทรปราการ ประมาณ 12,000 16.Panasonic นิคมเวลโก ฉะเชิงเทรา 10,500 + ค่าประจำตำแหน่งวิศวกร 3,500
17.Sodisk ผลิตเครื่องจักรCNC 10,500 + ค่าตำแหน่ง,ค่าอาหาร,ค่าเช่าบ้าน 6,500 พนักงานในไลน์ค่อนข้างเถื่อน
18.PCTT นวนคร 17,000 Bonus 2-4 (Variable)
19.UTAC Thai 18,000 + ค่าเกียติรนิยม 500
20.Toshiba Electrical นนทบุรี 15,000 โบนัส 2.5
21.NEC TOKIN 16,400 โบนัส 3-4
22.Mektec Manufacturing นิคมโรจนะ เงินเดือน + ค่าประจำตำแหน่ง + ค่าภาษา รายได้รวม ประมาณ 20,000-25,000 โบนัสสูงมากๆ ถ้าอยากเข้าคุณต้องมีดีจริงๆหรือไม่ก็เก่งภาษาอังกฤษ(ถามเพื่อนที่เข้าได้มาบอกว่าตอนสัมภาษณ์คำถามยากมากๆ)
24.KTE ผลิต PCB 13,000-15,000 มีปันผลกำไร(Bonus)ให้ทุกเดือน และมี Bonus ประจำปี มี OT รายได้รวมต่อเดือนใช้ได้
25.Mitsubishi Elevator อมตะนคร ชลบุรี ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อน เงินเดือน 14,800(ผ่านโปรเพิ่ม 750) + 1,900ค่าครองชีพ + 1,000 ค่าตำแหน่ง+ 900 ค่าอาหาร (ผ่านโปรรวม 19350 บาท)เบี้ยขยัน 300 – 500 บาท ทำงาน 5 วัน โบนัสไม่ต่ำกว่า 3 (ปี 2008 โบนัส 5 เท่า + 6,500)โบนัสและโอทีคิดจาก เงินเดือน + ค่าตำแหน่ง + ค่าครองชีพ หรือประมาณ 18,550 เมื่อผ่านโปร
26.Nikon (Thailand) นิคมโรจนะ อยุทธยา เงินเดือนประมา ณ 17,000 บาท ทำงาน 5 วัน
27.Uni Air เงินเดือน 13,000 บาท
ธุรกิจรับเหมาและงานโครงสร้าง (ส่วนใหญ่รับวิศวกรรมเครื่องกล)
1.Sino-Thai 15,000 + ค่ากว. รายได้รวม OT 20,000 – 25,000 (สำหรับวิศวกรที่ออก Siteงาน)
2.Thai Rotary 14,000 + ค่ากว. มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สิงกโปร์
3.วัฒนไพศาล 14,000 + ค่าออกไซท์ 5,100 ยังไม่รวมโอที (Site Engineer)
4.Unimit Engineering บ้านบึง ชลบุรี ผลิตถังความดัน และ แทงค์น้ำมันให้ ปตท 14,000 โบนัส 4
5.Canadoil Pipe ทำท่อสำหรับน้ำมันและก๊าซ 15,000–18,000(ขึ้นกับการต่อรอง) + ค่าเช่าบ้าน2,000 + ค่าเดินทาง 1,000 ทำงาน 6 วัน ไม่มีค่า โอที โบนัสตามอายุการทำงานและความสามารถ
6.วิศวกิจพัฒนา(VIPCO) แหลมฉบัง ชลบุรี 16,000
7.ซีคอน งานโครงสร้างและสาธารณูปโภค ฉะเชิงเทรา 16,000
ธุรกิจปิโตรเลียม (วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมปิโตรเคมี วิศวกรรมเคมี)
1.PTT ปิโตรเลียม สำนักงานใหญ่ 18,000 Bonus 7.5 TOEIC Score 500
2.PTT Chemical 35,000+10,000 Bonus 4 TO EIC Score 750
3.PTTEP สำรวจและขุดเจาะ 24,000 Bonus 4 TOEIC Score 750
4.Unocal สำรวจและขุดเจาะ 45,000 Bonus 6 TOEIC Score 750
ธุรกิจปิโตรเคมี พอลิเมอร์ และสารเคมี (วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมปิโตรเคมีและทั่วไป)
1.ฮิไรเอมิซึ เครือสหพัฒน์ งานฉีดพลาสติก ชลบุรี 12,000 + ค่าอื่นรวมแล้วประมาณ 14,000
2.Brigdestone Carbonblack ผลิตผงCarbonblack สำหรับผลิตยางรถยนต์ ระยอง 15,000 OT ไม่อั้น ทำงาน 5 วัน พนักงานได้ไปอบรมที่ต่างประเทศบ่อยมาก Bonus 2
3.Yellow Care กรุงเทพมหานคร 14,000 ไม่มี OT เมื่อผ่านช่วงทดลองงานจะปรับเงินเดือนตามความสามารถ
ธุรกิจแปรรูปโลหะ (ส่วนใหญ่รับวิศวกรรมเครื่องกล มีวิศวกรรมอุตสาหการบ้าง)
1.สหวิริยา ประจวบคิรีขันธ์ แปรรูปเหล็ก 18,000 มีค่าเช่าบ้านและค่าอื่นๆ อีกประมาณ 4,000
2.Siam United Steel มาบตาพุต ระยอง ผลิตเหล็กแผ่นรีดอยู่กลุ่มเดียวกันกับเหล็กสยามยามาโมโตะ 19,000 – 22,000 + 5,000
3.Siam Yamamoto Steel ระยอง ผลิตเหล็กโครงสร้าง ตัวไอ ตัวท ี 19,000-22,000 + 5,000
4.สหวิริยา ฉะเชิงเทรา 12,000 มีบ้านพักให้
5.สหวิริยา สำนักงานใหญ่ 18,000 แต่ไม่มีค่าเช่าบ้านและค่ากันดารอื่นๆ
6.TATA Steel 19,000 กว่าๆ + 500 (Toiec) + ค่าบ้านนอกเกือบ 6,000 บาท มี โอที
7.SeAH อมตะนคร ผลิตท่อสำหรับเครื่องทำความเย็น ชลบุรี 17,000
ธุรกิจอื่นๆ (วิศวกรรมทั่วไป)
1.CPF อาหารคน และ อาหารสัตว์ 21,000 มีที่พักฟรีห้องแอร์ โบนัส2เดือน ไม่มี OT
2.CPI ปทุมธานี การส่งออกอาหาร 18,000 แต่ไม่มีที่พัก และไม่มีโอที
3.Ajinomoto 17,500 สวัสดิการและค่าตอบแทนอื่นๆ ดีมาก
4.Bankok Glass ปราจีนบุรี ขวดแก้วสำหรับบรรจุเครื่องดื่ม 15000 มีหอพักให้
5.Bankok Glass คลองสี่ เงินเดือนตามเกรด เฉลี่ย มากกว่า 3.00 =20,000 มากกว่า 2.7=18,000 น้อยกว่า 2.7 =15,000
6.คอตโต้ เซรามิก สระบุรี รวม 19,000
7.โตไก ริคะ ระยอง ผลิตแม่กุญแจ 14000 + ค่าเช่าบ้าน
8.Duth Milk นครปฐม 16,000 รวมค่าอื่นๆ 18,000
9.ราชการ 8,000 – 9,600 มีบ้านพักให้สำหรับผู้ที่ทำงานต่างจังหวัด
10.ดูราเกต ทำกระเบื้อง สระบุรี เงินเดือน 15,000 ค่าเช่าบ้าน 4,000 ผ่านโปรได้เพิ่ม 1,000
อาจารย์ (วิศวกรรมทั่วไป)
1 มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิศวกรประจำภาควิชา(วุฒิปริญญาตรี) 9800 + ค่าหน่วยกิจการสอน(มากน้อยตามหน่วยกิตและจำนวน Section ที่ตัวเองสอน)หากปริญญาโท 12000 ปริญญาเอก 18000 มีค่า ผศ. ค่า ศ. ค่าประจำตำแหน่ง(ปริญญาโทขึ้นไปจะได้เป็นอาจารย์ประจำภาควิชา)
ตำแหน่งงานต่างๆที่ควรรู้จัก
Production Engineer วิศวกรการผลิต – ควบคุมการผลิต และบริหารกำลังผลที่หน้าสายการผลิต
เพื่อให้ได้สินค้าตามกำหนด
Production Planning Engineer วิศวกรวางแผนการผลิต – วางแผนปริมาณการผลิตและเวลาตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
Production Control Engineer วิศวกรควบคุมการผลิต – ดูแลระบบของการผลิตเช่น คัมบัง Shipping Warehouse
Process Engineer วิศวกรผลิต – ออกแบบวิธีและขั้นตอนในการผลิต
Design Engineer วิศวกรออกแบบ - ออกแบบตัวสินค้า
Cost Engineer วิศวกรต้นทุน – คิดราคาต้นทุนของผลิตภัณฑ์เพื่อเสนอราคาให้ลูกค้า
Purchase Engineer วิศวกรจัดซื้อ – ติดต่อ ต่อรองและตรวจสอบวัสดุจาก Supplier
Sele Engineer วิศวกรขาย – เข้าพบลูกค้าเพื่อแนะนำ และขายสินค้า
R&D Engineer วิศวกรวิจัยและพัฒนา – ทำการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์
Improvement Engineer วิศวกรปรับปรุง – ทำการปรับปรุงระบบและสายการผลิต
Site Engineer วิศวกรสนาม – ควบคุมการทำงานและบริหารกำลังผลที่หน้างาน(เช่น งานโครงสร้างเหล็กต่างๆ)
Project Engineer วิศวกรโครงการ – ควบคุมโครงการให้ดำเนินตาม schedule ทีวางไว้
Maintenance Engineer วิศวกรซ่อมบำรุง – อ่านแบบเครื่องจักรเพื่อทำการถอดชิ้นส่วนมาทำการซ่อมและประกอบให้เหมือนเดิม
QA Engineer วิศวกรประกันคุณภาพ – รับเรื่องปัญหาของสินค้าจากลูกค้า หาแนวทางแก้ไขและป้องกัน
Supplier QA Engineer – ตรวจสอบวัสดุที่ส่งมาจาก Supplier ว่าอยู่ในมาตรฐานหรือไม่
ที่มา : Forword Mail
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทดสอบความรู้ภาษาอีสาน (TOEFL =Test of E-San as a Foreigh Language)
ทดสอบความรู้ภาษาอีสาน (TOEFL =Test of E-San as a Foreigh Language)
1.ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึงคำอุทานที่แสดงถึงความเจ็บปวดในภาษาอีสาน*
* เอ๋อ
* โอ๊ย
* อุ้ย
* โอ๊ะ
2. ข้อใดต่อไปนี้มีความหมายแปลว่าโคลน
* ขี่ค้าน
* ขี่ตม
* ขี่หินแฮ
* ขี่แตก
3.ข้อใดเป็นตัวอ่อนของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
* ฮ้วก
* อ๊อด
* กะปอม
* ค่าง
4.ข้อใดถือว่าเป็นคำอุทานในลักษณะไม่พอใจ
* ป๊าดเดียว
* ป๊าดทีโธ่
* แมนอีหยัง
* แมนบ่อ
5.คำใดต่อไปนี้ใช้ร่วมกับคำว่า "เสียบ"
* จ๊อก
* จอย
* โจ๋
* จึก
6.ข้อใดถือว่าเป็นผลไม้ทั้งหมด
* บักหล่า บักแข้ง
* บักเล็บแมว บักผีผ่วน
* บักกะโต๊น บักหล่า
* บักเขือเครือ บักฮ่ามึง
7.ข้อใดใช้เรียกลูกชายคนแรก
* ลูกคอ
* ลูกหล่า
* ลูกกก
* ลูกแก้ว
ไงตอบถูกกี่ข้อจ๊ะ ถ้าตอบถูกน้อยกว่า 6 ข้อแสดงว่าไม่ใช่คนอีสานตัวจริง
เฉลย
ข้อ 1 ตอบ 1
ข้อ 2 ตอบ 2
ข้อ 3 ตอบ 1
ข้อ 4 ตอบ 2
ข้อ 5 ตอบ 4
ข้อ 6 ตอบ 2
ข้อ 7 ตอบ 3
1.ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึงคำอุทานที่แสดงถึงความเจ็บปวดในภาษาอีสาน*
* เอ๋อ
* โอ๊ย
* อุ้ย
* โอ๊ะ
2. ข้อใดต่อไปนี้มีความหมายแปลว่าโคลน
* ขี่ค้าน
* ขี่ตม
* ขี่หินแฮ
* ขี่แตก
3.ข้อใดเป็นตัวอ่อนของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
* ฮ้วก
* อ๊อด
* กะปอม
* ค่าง
4.ข้อใดถือว่าเป็นคำอุทานในลักษณะไม่พอใจ
* ป๊าดเดียว
* ป๊าดทีโธ่
* แมนอีหยัง
* แมนบ่อ
5.คำใดต่อไปนี้ใช้ร่วมกับคำว่า "เสียบ"
* จ๊อก
* จอย
* โจ๋
* จึก
6.ข้อใดถือว่าเป็นผลไม้ทั้งหมด
* บักหล่า บักแข้ง
* บักเล็บแมว บักผีผ่วน
* บักกะโต๊น บักหล่า
* บักเขือเครือ บักฮ่ามึง
7.ข้อใดใช้เรียกลูกชายคนแรก
* ลูกคอ
* ลูกหล่า
* ลูกกก
* ลูกแก้ว
ไงตอบถูกกี่ข้อจ๊ะ ถ้าตอบถูกน้อยกว่า 6 ข้อแสดงว่าไม่ใช่คนอีสานตัวจริง
เฉลย
ข้อ 1 ตอบ 1
ข้อ 2 ตอบ 2
ข้อ 3 ตอบ 1
ข้อ 4 ตอบ 2
ข้อ 5 ตอบ 4
ข้อ 6 ตอบ 2
ข้อ 7 ตอบ 3
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552
MC-36 เพลงอิ่มอุ่น-วันแม่แห่งชาติ-2009
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน
อีกไม่กี่วันก็ใกล้จะถึงวันแม่เข้ามาทุกทีแล้วนะครับ
เพื่อนๆมีแผนจะมอบอะไรเป็นของขวํญพิเศษให้กับคุณแม่กันบ้างละครับ
ผมว่าจริงๆ แล้ว คุณแม่ทุกท่านก็คงไม่ได้ต้องการของขวัญชิ้นใหญ่โต หรือราคาแพงอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ
เพียงแค่เพื่อนๆ มีพวงมาลัยสัก 1 พวงไปมอบให้แม่ แค่นี้รับรองว่าคุณแม่ก็คงจะปลื้มอกปลื้มใจแล้วละครับ
แต่ถ้าจะให้ดีผมว่าเพื่อนๆ ลงกราบคุณแม่สักหนึ่งครั้งพร้อมกับพวงมาลัยหรือจะหอมแก้มแล้วกล่าวคำขอบคุณซึ้งๆ ให้คุณแม่ได้ยิน
แค่นี้ผมว่าคุณแม่ทุกๆ ท่านก็คงปลื้มเป็นอย่างมากแล้วครับและเนื่องในวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึง
ผมได้นำวิดีโอเพลงซึ้งๆเกี่ยวกับคุณแม่มาฝากเพื่อนๆกัน ลองฟังดูนะครับ....ซึ้งมากๆเลยแหละครับ
Picture.1 รูปเพื่อนๆ MC-36

Video1. เพลงอิ่มอุ่น ของต้นฉบับร้องโดย ศุ บุญเลี้ยง
Video2. เพลงแม่ ของปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ (เพลงหากินของผมเวลาร้องคาราโอเกะเองครับ)
อีกไม่กี่วันก็ใกล้จะถึงวันแม่เข้ามาทุกทีแล้วนะครับ
เพื่อนๆมีแผนจะมอบอะไรเป็นของขวํญพิเศษให้กับคุณแม่กันบ้างละครับ
ผมว่าจริงๆ แล้ว คุณแม่ทุกท่านก็คงไม่ได้ต้องการของขวัญชิ้นใหญ่โต หรือราคาแพงอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ
เพียงแค่เพื่อนๆ มีพวงมาลัยสัก 1 พวงไปมอบให้แม่ แค่นี้รับรองว่าคุณแม่ก็คงจะปลื้มอกปลื้มใจแล้วละครับ
แต่ถ้าจะให้ดีผมว่าเพื่อนๆ ลงกราบคุณแม่สักหนึ่งครั้งพร้อมกับพวงมาลัยหรือจะหอมแก้มแล้วกล่าวคำขอบคุณซึ้งๆ ให้คุณแม่ได้ยิน
แค่นี้ผมว่าคุณแม่ทุกๆ ท่านก็คงปลื้มเป็นอย่างมากแล้วครับและเนื่องในวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึง
ผมได้นำวิดีโอเพลงซึ้งๆเกี่ยวกับคุณแม่มาฝากเพื่อนๆกัน ลองฟังดูนะครับ....ซึ้งมากๆเลยแหละครับ
Picture.1 รูปเพื่อนๆ MC-36
Video1. เพลงอิ่มอุ่น ของต้นฉบับร้องโดย ศุ บุญเลี้ยง
Video2. เพลงแม่ ของปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ (เพลงหากินของผมเวลาร้องคาราโอเกะเองครับ)
ดูวีดีโอจบแล้วเพื่อนๆใครที่ยังไม่มีแผนจะมอบให้อะไรกับคุณแม่ขอให้รีบคิดรีบทำนะครับ
จะได้ทันเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้ ครับ
สวัสดีครับ
Sittiporn Sornpanya
7-สิงหาคม-2009
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Birthday Benla 26-June-2009
วันที่ 26 July เป็นวันเกิดครบรอบอายุ 1 เดือนของ น้องเบ็ญครับ(ลูกสาวผมเอง) เลยถือโอกาสเขียนบทความบันทึกความทรงจำเก็บไว้ใน Blog ส่วนตัว เผื่อวันหลังจะได้เข้ามาดู และส่งลิ้งวีดิโอไปอวดเพื่อนๆ ^_^
Video.1 Bon-Bam-Ben
Video.2 Benla Jang My dought
Video.3 ย้อนนึกกลับไปถึงตอนที่เรายังเด็ก ชอดดูหนังไอ้มดแดงมาก เลยเอาวีดีโอเพลงเก่าๆของไอ้มดแดง มาฝากเพื่อนๆกัน ไม่รู้ว่าถ่ายตั้งแต่ พ.ศ.ใหน ดูเหมือนว่าถ่ายทำตั้งแต่สมัยถนน บางนา-ตราด เริ่มสร้างเสร็จใหม่ๆ คร่าวๆก็ประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา
Video.4 พอโตมาอีกหน่อยก็เริ่มมีความคิด มีความฝัน เลยเอาวีดีโอแสดงสด "Hotel in California" มาฝากเพื่อนๆอีกอัน ดูให้จบนะครับ โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่คน 2คน กับกีต้า 3หัว โซโล่ ได้เพราะและลงตัวแค่ใหน.......
Video.1 Bon-Bam-Ben
Video.2 Benla Jang My dought
Video.3 ย้อนนึกกลับไปถึงตอนที่เรายังเด็ก ชอดดูหนังไอ้มดแดงมาก เลยเอาวีดีโอเพลงเก่าๆของไอ้มดแดง มาฝากเพื่อนๆกัน ไม่รู้ว่าถ่ายตั้งแต่ พ.ศ.ใหน ดูเหมือนว่าถ่ายทำตั้งแต่สมัยถนน บางนา-ตราด เริ่มสร้างเสร็จใหม่ๆ คร่าวๆก็ประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา
Video.4 พอโตมาอีกหน่อยก็เริ่มมีความคิด มีความฝัน เลยเอาวีดีโอแสดงสด "Hotel in California" มาฝากเพื่อนๆอีกอัน ดูให้จบนะครับ โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่คน 2คน กับกีต้า 3หัว โซโล่ ได้เพราะและลงตัวแค่ใหน.......
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
TPS Dojo TokaiRika [2009]
TPS Dojo TokaiRika หรือ TPS Dojo เป็นกิจกรรมที่รวมสมาชิกของบริษัทที่ ทำ TPS ที่อยู่ระแวกใกล้ๆกัน หรือทำงานลักษณะคล้ายๆกันมาทำงานร่วมกันโดยมีจุดประสงค์ เพื่อที่จะร่วมกันทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นแนวทางการผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ Just In The Time หรือการผลิตแบบโตโยต้า(T0yota Production System) โดยในการทำกิจกรรม Team Leader จะคอยสอนสมาชิกให้เข้าใจและฝึกทำตามไปด้วย
แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) หรือ TPS
การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just In Time Production) หรือนิยมเรียกว่า “JIT” เป็นเทคนิคที่เริ่มใช้ในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น โดยมีแนวคิดว่าการทำงานต้องทันเวลาพอดี ได้แก่ ผลิตและส่งสินค้าให้ทันขายพอดี ส่งชิ้นส่วนการผลิตหรือโครงรูปการผลิตให้ทันกับความต้องการของสายการผลิตแต่ละสายพอดี หรือ ส่งวัตถุดิบให้ทันกับการผลิตชิ้นส่วนพอดี รวมความแล้ว การมาทันเวลาพอดีเป็นความสมบูรณ์ของการผลิตในทุก ๆ ขั้น ซึ่งทันเวลาพอดีกับการใช้และมีราคาต่ำที่สุด แนวคิดเรื่อง JIT จึงเป็นทั้งกลยุทธ์และเป็นปรัชญาที่เป็นแนวทางในการแสวงหาความเป็นเลิศในการผลิตแนวคิดในการผลิตแบบทันเวลาพอดี ต้องการให้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนการผลิตมาถึงวันสุดท้ายหรือชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะนำไปผลิตเพราะต้องการกำจัดสินค้าคงคลังหรือลดปริมาณสินค้าคงคลังให้เหลือน้อยที่สุด โดยพยายามตัดสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังออกไป ตามหลักแล้ว สิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังจากความไม่แน่นอนในระบบการผลิต ซึ่งเกิดจากการไม่พอดีกันในการผลิตของแต่ละส่วน กับสาเหตุอื่น ๆ เช่น การส่งวัตถุดิบไม่แน่นอน เครื่องจักรเสียพนักงานขาดความสามารถ สายการผลิต หยุดชะงักเพราะเกิดปัญหาคุณภาพหรือผลผลิตได้ในปริมาณที่ไม่พอ หรือเกิดปัญหาจากลูกค้าภายนอก และการวางแผนการผลิตไม่ดี เมื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไปได้และทุกอย่างทำงานลงตัว การผลิตแบบทันเวลาพอดีก็เกิดขึ้น เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัทเจเนอรัลมาเตอร์ ที่ชิคาโก สั่งบริษัทเลียร์ ซี เกลอร์ (Lear Siegler) ซึ่งอยู่ห่างไป 15 ไมล์ทำเบาะ ใช้เวลาเพียง 3 – 4 ชั่วโมงเบาะก็มา พอเบาะมาถึงหุ่นยนต์ก็จัดการประกอบเข้ากับตัวรถ โดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บสำรองไว้เหมือนเมื่อก่อนการเก็บเบาะเป็นสินค้าคงคลังจึงไม่จำเป็น ถึงมีก็มีจำนวนน้อยที่สุดสาเหตุที่บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ ที่ชิคาโก มีผู้ส่งชิ้นส่วนการผลิตที่เชื่อถือได้คอยสนับสนุน เพราะบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ ซิเกลอร์ ก็ลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของก่อนที่จะใช้ระบบ JIT บริษัททั้งสองจึงได้ประโยชน์ด้วยกัน
แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดี
แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดีเป็นแนวคิดกลับข้อง (reversing concepts) ของแนวทางในการผลิตดั้งเดิม ได้แก่
(1) ขายก่อนแล้วค่อยทำ (sell it then make it) ขณะที่การผลิตดั้งเดิมทำก่อนแล้วค่อยขาย แต่ JIT คิดกลับกัน คือ ขายก่อนแล้วค่อยทำ กล่าวคือ โดยหลักการแล้ว จะไม่ผลิตจนกว่าระบุลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความต้องการเก็บสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในการเก็บสำรองอื่น ๆ ตัวอย่าง เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นบางแห่งจะส่งรถยนต์พร้อมกับระบุชื่อลูกค้าติดไปด้วย
(2) คิดย้อนหลัง (think backwards) ขณะที่การผลิตดั้งเดิมวางแผนจากต้นไปปลาย JIT จะวางแผนจากปลายย้อนมา เช่น เมื่อพนักงานที่รับผิดชอบผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายได้รับแผนมาก็จะเอาแผนมาคิดย้อนหลัง โดยเริ่มจากการกำหนดความต้องการ ซึ่งมีผลดีเพราะทำให้เข้าใจตรงกันและทำให้ต้องจัดกระบวนการผลิตให้ถูกต้องก่อนที่จะลงมือผลิต ซึ่งเหมือนกับการจัดการห้องต้องมองให้ออกก่อนว่าจะจัดให้เป็นมาตรฐานแบบไหน อาจต้องปัดฝุ่นเป็นงานสุดท้าย เพราะมีงานอื่น ๆ ต้องทำก่อน เช่น ย้ายหนังสือ เป็นต้น
(3) ใช้หลักการ “ดึง” (pull) แทนที่การ “ผลัก” (push) การผลิตแบบดั้งเดิมอาศัยการผลัก แต่การผลิตแบบ JIT จะอาศัยการดึง หมายความว่าการผลิตแบบดั้งเดิมทำงานตามสายพานลำเลียง เมื่องานมาอยู่ตรงหน้าก็ลงมือประกอบแล้วส่งไปข้างหน้า การผลิตจึงถูกกำหนดโดยความเร็วของสายพานลำเลียง แต่จะหยุดไม่ได้ เพราะต้องทำให้ทันตามกระบวนการ ข้อดีของการผลิตแบบนี้ คือ สามารถคาดคะเนและใช้เทคนิคการผลิตที่เหมาะสมที่สุดได้ แต่สายการผลิตจะยาว ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตได้ง่าย ๆ เพราะจะสิ้นเปลือง ทำให้ปรับตัวไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น ยังจำเป็นต้องคอยรักษาระดับการผลิตให้สมดุล โดยการเก็บสินค้าคงคลังคอยเสริม ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนสูง เช่น งานที่อยู่ระหว่างการผลิต (work in progress) อาจสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าทั้งหมดของการผลิตที่อยู่ในโรงงาน ส่วนการผลิตตามหลักการดึงนั้นเป็นวิธีที่คิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการเก็บสำรองช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น ด้วยการอาศัยการคิดย้อนหลังและการควบคุมการปฏิบัติการ หลักการก็คือจะไม่มีอะไรผ่านสายงานจนกว่าการปฏิบัติงานพร้อม
การปรับองค์การใหม่เพื่อให้เกิดการผลิตแบบทันเวลาพอดี
ลักษณะการผลิตของระบบ JIT มีดังต่อไปนี้ (Drummond, 1992, 122 – 124)
(1) ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กมาก (numerous small machines) การผลิตในสมัยก่อนถูกออกแบบมาเพื่อผลิตตามสายงานที่ยาว จึงไม่ยืดหยุ่น แต่ระบบ JIT จะใช้เครื่องจักรเล็ก ๆ จำนวนมาก แต่ไม่แพงและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า
(2) มีสมรรถนะสำรอง (spare capacity) การผลิตสมัยก่อนผลิตจำนวนมากจึงต้องเดินเครื่องเต็มที่ เพื่อให้ใช้งานจากเครื่องจักรที่มีราคาแพงให้มากที่สุด แต่ระบบ JIT ผลิตต่ำกว่าระดับสมรรถนะสูงสุด เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น เหตุที่ทำได้ก็เพราะเครื่องจักรที่ไม่ทำงานต้นทุนต่ำกว่าระบบที่ใช้ในสมัยก่อน
(3) ผลิตจำนวนน้อย (small batch production) การผลิตสมัยก่อนอาศัยการประหยัดจากการผลิตจำนวนมาก แต่ระบบ JIT เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่น โดยการผลิตตามที่ลูกค้าต้องการ ผลิตจำนวนน้อย แต่ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมาก ซึ่งทำให้เปลี่ยนไปผลิตสินค้าอย่างใหม่ได้เร็ว ทำให้ปรับตัวทันกับความต้องการของลูกค้าและลดปัญหาการผลิตเกินความต้องการที่ทำให้ต้องมีต้นทุนในการเก็บสำรอง นอกจากนั้น ถ้ายิ่งลดขนาดการผลิตแต่ละครั้งลงเท่าใดก็ยิ่งเกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเท่านั้น
(4) มีความยืดหยุ่นทางด้านพนักงาน (employee flexibility) ตามระบบเดิมคนงานจะรอให้งานมาถึงตัว แล้วค่อยลงมือทำ แต่ระบบ JIT ใช้วิธีให้คนงานไปทำงานและย้ายไปทั่วโรงงาน ซึ่งทำงานหลายหน้าที่ แล้วแต่ว่าความต้องการของลูกค้าจะเป็นลักษณะใด เมื่อเกิดเครื่องจักรเสียขึ้นมาก็ช่วยกันได้หรือเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นได้ หรือเมื่อผลิตเสร็จตามเป้า คนงานก็ไปทำงานอื่นได้อีก เช่น ซ่อมบำรุงเครื่องจักร เป็นต้น
(5) ผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการผลิต (managerial involvement in production) ตามระบบเดิมผู้บริหารจะไม่ยุ่งเรื่องการออกแบบ ตลอดจนการออกคำสั่งเกี่ยวกับโรงงานและการซ่อมเครื่องจักร แต่ระบบ JIT ถือว่าผู้บริหารต้องเข้าไปกำหนดหลักการเพราะเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องทำให้ระบบดำเนินการต่อไปได้
(6) พนักงานต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาระบบการผลิต (employee responsibility) การผลิตแบบเดิมจะใช้วิธีส่งความต้องการซ่อมเครื่องจักรไปยังหน่วยงานกลาง เช่น ทำเองหมดเท่าที่จะทำได้ การรอวิศวกรจากส่วนกลางเป็นการเสียเวลา และเหตุผลใหญ่ คือ ร้อยละ 80 ของเครื่องจักรที่เสียนั้นสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ
(7) บำรุงรักษาแบบป้องกัน (preventive maintenance) การผลิตที่ไม่มีการเก็บสำรองอาจทำให้เครื่องจักรเสียง่าย ดังนั้น ระบบ JIT จึงต้องมีการบำรุงรักษาแบบป้องกัน เริ่มต้นจากการซื้อเครื่องจักรดี ๆ เครื่องจักรราคาถูกไม่ช่วยให้ประหยัดจริง เพราะนอกจากจะมีปัญหาในขณะทำงานแล้ว อายุงานยังสั้นด้วย แม้ว่างานบำรุงรักษาเป็นงานของโรงงานโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ระบบ JIT จะเน้นเป็นพิเศษถือว่าเป็นแนวทางเชิงรุก คือ วางแผนและคิดไว้ล่วงหน้า บางทีก็เรียกว่า “การบำรุงรักษาแบบป้องกันทั้งหมด (total preventive maintenance)” ต่อจากโรงงานสมัยก่อนที่ถือว่าเป็นงานประจำ
(8) ใช้ระบบป้อนวัตถุดิบแบบทันเวลา (Just-In-Time suppliers) ระบบ JIT จะซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดียว โดยเลือกแหล่งที่มีคุณภาพดีที่สุดและพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในระยะยาว เช่น อาจมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
จุดอ่อนของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี
ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี เป็นระบบที่มีประโยชน์ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนองค์การหลายอย่างและอาจมีจุดอ่อน 2 ข้อ คือ
(1) การส่งวัตถุดิบมีปัญหา (supply failures) ในทางปฏิบัติบริษัทมักมีปัญหาในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ป้อนวัตถุดิบ เพราะปกติผู้ป้อน
วัตถุดิบไม่อยากให้ใครมาแทรกแซง โดยเฉพาะองค์การที่ขอต่อรองราคา ยิ่งไปกว่านั้น การส่งวัตถุดิบภายในเวลาที่จำกัดยังจัดเป็นต้นทุนที่ผู้ป้อนวัตถุดิบต้องรับภาระ ผู้ป้อนวัตถุดิบโดยทั่วไปมักไม่ใช่ผู้ป้อนวัตถุดิบที่สมบูรณ์อย่างที่ระบบ JIT ต้องการ มักรู้สึกว่าตนเองได้รับแรงกดดันจากแผนการผลิตของบริษัทอื่นอย่างมาก
(2) ผลกระทบจากการกระทำของระบบ JIT ที่มีต่ออุตสาหกรรม (The effects of industrial action) ระบบ JIT เป็นระบบที่ถูกบีบให้ดำเนินการ โดยบริษัทใหญ่ ๆ บางแห่ง จึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับผู้ที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะการไม่มีสินค้าสำรองหรือสำรองเพียงเล็กน้อยนั้น มีผลทำให้คนงานต้องหยุดการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ การทำให้ระบบ JIT ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยต้องแก้ปัญหา 4 ข้อให้ลุล่วง ได้แก่ (1) ประสานความต้องการวัตถุดิบของผู้ผลิตกับตารางการผลิตของผู้ป้อนวัตถุดิบให้ลงตัว (2) รักษาระดับคุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าที่ส่งมาจากผู้ป้อนวัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่พอใจและสม่ำเสมอ (3) ชักจูงให้ผู้ป้อนวัตถุดิบให้ความสำคัญกับระบบ JIT และ (4) ประสานระบบการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ผลิตกับผู้ป้อนวัตถุดิบ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
TPS Dojo TokaiRika 2009 มีการทำกิจกรรมในระหว่างวันที่ 8-12 มิถุนายน 2552 โดยมีบริษัทที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 4 บริษัทดังนี้
1. Tokai Rika (Thailand) ((Leader))
2. STB Textire Industries (Sub-Leader)
3. Siam Nippon Steel Pipe (Member)
4. Thai Asakawa.Co.,Ltd (Member)
สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม Dojo TPS TokaiRaika 2009 มีทั้งหมดมีดังนี้
1. Tokai Rika (Thailand) ((Leader))
คุณวิทยา พิมทา (TRT)
คุณคำสอน ยอดโต (TRT)
คุณชัยวัฒน์ สิทธิพรวรกุล (TRT)
คุณณัฐพงษ์ สมัญญา (TRT)
คุณพัฒนพงษ์ กิ่งแก้ว (TRT)
คุณณัฐวุฒิ ตวยกระโทก (TRT)
คุณนิคม บุญชื่น (TRT)
2. STB Textire Industries (Sub-Leader)
คุณอดิศร ใจเที่ยง (STB)
คุณฤทธิไกร จำปาทอง (STB)
คุณกฤษณะ ดีมาก (STB)
3. Siam Nippon Steel Pipe (Member)
คุณประภัสสร จรศรไชย (SNP)
คุณธุววิช มโนเรือง (SNP)
4. Thai Asakawa.Co.,Ltd (Member)
คุณสิทธิพร ศรปัญญา (TAC)
คุณเฉลิม ลีปัญญากุล (TAC)
สำหรับบรรยากาศการทำกิจกรรมครั้งนี้ สามารถดูได้จากรูปด้านล่างนะครับ
เรียบเรียงบทความและรูปประกอบโดย
สิทธิพร ศรปัญญา
Thai Asakawa.Co.,Ltd
12-June-2009






แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) หรือ TPS
การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just In Time Production) หรือนิยมเรียกว่า “JIT” เป็นเทคนิคที่เริ่มใช้ในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น โดยมีแนวคิดว่าการทำงานต้องทันเวลาพอดี ได้แก่ ผลิตและส่งสินค้าให้ทันขายพอดี ส่งชิ้นส่วนการผลิตหรือโครงรูปการผลิตให้ทันกับความต้องการของสายการผลิตแต่ละสายพอดี หรือ ส่งวัตถุดิบให้ทันกับการผลิตชิ้นส่วนพอดี รวมความแล้ว การมาทันเวลาพอดีเป็นความสมบูรณ์ของการผลิตในทุก ๆ ขั้น ซึ่งทันเวลาพอดีกับการใช้และมีราคาต่ำที่สุด แนวคิดเรื่อง JIT จึงเป็นทั้งกลยุทธ์และเป็นปรัชญาที่เป็นแนวทางในการแสวงหาความเป็นเลิศในการผลิตแนวคิดในการผลิตแบบทันเวลาพอดี ต้องการให้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนการผลิตมาถึงวันสุดท้ายหรือชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะนำไปผลิตเพราะต้องการกำจัดสินค้าคงคลังหรือลดปริมาณสินค้าคงคลังให้เหลือน้อยที่สุด โดยพยายามตัดสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังออกไป ตามหลักแล้ว สิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังจากความไม่แน่นอนในระบบการผลิต ซึ่งเกิดจากการไม่พอดีกันในการผลิตของแต่ละส่วน กับสาเหตุอื่น ๆ เช่น การส่งวัตถุดิบไม่แน่นอน เครื่องจักรเสียพนักงานขาดความสามารถ สายการผลิต หยุดชะงักเพราะเกิดปัญหาคุณภาพหรือผลผลิตได้ในปริมาณที่ไม่พอ หรือเกิดปัญหาจากลูกค้าภายนอก และการวางแผนการผลิตไม่ดี เมื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไปได้และทุกอย่างทำงานลงตัว การผลิตแบบทันเวลาพอดีก็เกิดขึ้น เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัทเจเนอรัลมาเตอร์ ที่ชิคาโก สั่งบริษัทเลียร์ ซี เกลอร์ (Lear Siegler) ซึ่งอยู่ห่างไป 15 ไมล์ทำเบาะ ใช้เวลาเพียง 3 – 4 ชั่วโมงเบาะก็มา พอเบาะมาถึงหุ่นยนต์ก็จัดการประกอบเข้ากับตัวรถ โดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บสำรองไว้เหมือนเมื่อก่อนการเก็บเบาะเป็นสินค้าคงคลังจึงไม่จำเป็น ถึงมีก็มีจำนวนน้อยที่สุดสาเหตุที่บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ ที่ชิคาโก มีผู้ส่งชิ้นส่วนการผลิตที่เชื่อถือได้คอยสนับสนุน เพราะบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ ซิเกลอร์ ก็ลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของก่อนที่จะใช้ระบบ JIT บริษัททั้งสองจึงได้ประโยชน์ด้วยกัน
แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดี
แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดีเป็นแนวคิดกลับข้อง (reversing concepts) ของแนวทางในการผลิตดั้งเดิม ได้แก่
(1) ขายก่อนแล้วค่อยทำ (sell it then make it) ขณะที่การผลิตดั้งเดิมทำก่อนแล้วค่อยขาย แต่ JIT คิดกลับกัน คือ ขายก่อนแล้วค่อยทำ กล่าวคือ โดยหลักการแล้ว จะไม่ผลิตจนกว่าระบุลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความต้องการเก็บสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในการเก็บสำรองอื่น ๆ ตัวอย่าง เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นบางแห่งจะส่งรถยนต์พร้อมกับระบุชื่อลูกค้าติดไปด้วย
(2) คิดย้อนหลัง (think backwards) ขณะที่การผลิตดั้งเดิมวางแผนจากต้นไปปลาย JIT จะวางแผนจากปลายย้อนมา เช่น เมื่อพนักงานที่รับผิดชอบผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายได้รับแผนมาก็จะเอาแผนมาคิดย้อนหลัง โดยเริ่มจากการกำหนดความต้องการ ซึ่งมีผลดีเพราะทำให้เข้าใจตรงกันและทำให้ต้องจัดกระบวนการผลิตให้ถูกต้องก่อนที่จะลงมือผลิต ซึ่งเหมือนกับการจัดการห้องต้องมองให้ออกก่อนว่าจะจัดให้เป็นมาตรฐานแบบไหน อาจต้องปัดฝุ่นเป็นงานสุดท้าย เพราะมีงานอื่น ๆ ต้องทำก่อน เช่น ย้ายหนังสือ เป็นต้น
(3) ใช้หลักการ “ดึง” (pull) แทนที่การ “ผลัก” (push) การผลิตแบบดั้งเดิมอาศัยการผลัก แต่การผลิตแบบ JIT จะอาศัยการดึง หมายความว่าการผลิตแบบดั้งเดิมทำงานตามสายพานลำเลียง เมื่องานมาอยู่ตรงหน้าก็ลงมือประกอบแล้วส่งไปข้างหน้า การผลิตจึงถูกกำหนดโดยความเร็วของสายพานลำเลียง แต่จะหยุดไม่ได้ เพราะต้องทำให้ทันตามกระบวนการ ข้อดีของการผลิตแบบนี้ คือ สามารถคาดคะเนและใช้เทคนิคการผลิตที่เหมาะสมที่สุดได้ แต่สายการผลิตจะยาว ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตได้ง่าย ๆ เพราะจะสิ้นเปลือง ทำให้ปรับตัวไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น ยังจำเป็นต้องคอยรักษาระดับการผลิตให้สมดุล โดยการเก็บสินค้าคงคลังคอยเสริม ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนสูง เช่น งานที่อยู่ระหว่างการผลิต (work in progress) อาจสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าทั้งหมดของการผลิตที่อยู่ในโรงงาน ส่วนการผลิตตามหลักการดึงนั้นเป็นวิธีที่คิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการเก็บสำรองช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น ด้วยการอาศัยการคิดย้อนหลังและการควบคุมการปฏิบัติการ หลักการก็คือจะไม่มีอะไรผ่านสายงานจนกว่าการปฏิบัติงานพร้อม
การปรับองค์การใหม่เพื่อให้เกิดการผลิตแบบทันเวลาพอดี
ลักษณะการผลิตของระบบ JIT มีดังต่อไปนี้ (Drummond, 1992, 122 – 124)
(1) ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กมาก (numerous small machines) การผลิตในสมัยก่อนถูกออกแบบมาเพื่อผลิตตามสายงานที่ยาว จึงไม่ยืดหยุ่น แต่ระบบ JIT จะใช้เครื่องจักรเล็ก ๆ จำนวนมาก แต่ไม่แพงและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า
(2) มีสมรรถนะสำรอง (spare capacity) การผลิตสมัยก่อนผลิตจำนวนมากจึงต้องเดินเครื่องเต็มที่ เพื่อให้ใช้งานจากเครื่องจักรที่มีราคาแพงให้มากที่สุด แต่ระบบ JIT ผลิตต่ำกว่าระดับสมรรถนะสูงสุด เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น เหตุที่ทำได้ก็เพราะเครื่องจักรที่ไม่ทำงานต้นทุนต่ำกว่าระบบที่ใช้ในสมัยก่อน
(3) ผลิตจำนวนน้อย (small batch production) การผลิตสมัยก่อนอาศัยการประหยัดจากการผลิตจำนวนมาก แต่ระบบ JIT เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่น โดยการผลิตตามที่ลูกค้าต้องการ ผลิตจำนวนน้อย แต่ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมาก ซึ่งทำให้เปลี่ยนไปผลิตสินค้าอย่างใหม่ได้เร็ว ทำให้ปรับตัวทันกับความต้องการของลูกค้าและลดปัญหาการผลิตเกินความต้องการที่ทำให้ต้องมีต้นทุนในการเก็บสำรอง นอกจากนั้น ถ้ายิ่งลดขนาดการผลิตแต่ละครั้งลงเท่าใดก็ยิ่งเกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเท่านั้น
(4) มีความยืดหยุ่นทางด้านพนักงาน (employee flexibility) ตามระบบเดิมคนงานจะรอให้งานมาถึงตัว แล้วค่อยลงมือทำ แต่ระบบ JIT ใช้วิธีให้คนงานไปทำงานและย้ายไปทั่วโรงงาน ซึ่งทำงานหลายหน้าที่ แล้วแต่ว่าความต้องการของลูกค้าจะเป็นลักษณะใด เมื่อเกิดเครื่องจักรเสียขึ้นมาก็ช่วยกันได้หรือเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นได้ หรือเมื่อผลิตเสร็จตามเป้า คนงานก็ไปทำงานอื่นได้อีก เช่น ซ่อมบำรุงเครื่องจักร เป็นต้น
(5) ผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการผลิต (managerial involvement in production) ตามระบบเดิมผู้บริหารจะไม่ยุ่งเรื่องการออกแบบ ตลอดจนการออกคำสั่งเกี่ยวกับโรงงานและการซ่อมเครื่องจักร แต่ระบบ JIT ถือว่าผู้บริหารต้องเข้าไปกำหนดหลักการเพราะเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องทำให้ระบบดำเนินการต่อไปได้
(6) พนักงานต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาระบบการผลิต (employee responsibility) การผลิตแบบเดิมจะใช้วิธีส่งความต้องการซ่อมเครื่องจักรไปยังหน่วยงานกลาง เช่น ทำเองหมดเท่าที่จะทำได้ การรอวิศวกรจากส่วนกลางเป็นการเสียเวลา และเหตุผลใหญ่ คือ ร้อยละ 80 ของเครื่องจักรที่เสียนั้นสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ
(7) บำรุงรักษาแบบป้องกัน (preventive maintenance) การผลิตที่ไม่มีการเก็บสำรองอาจทำให้เครื่องจักรเสียง่าย ดังนั้น ระบบ JIT จึงต้องมีการบำรุงรักษาแบบป้องกัน เริ่มต้นจากการซื้อเครื่องจักรดี ๆ เครื่องจักรราคาถูกไม่ช่วยให้ประหยัดจริง เพราะนอกจากจะมีปัญหาในขณะทำงานแล้ว อายุงานยังสั้นด้วย แม้ว่างานบำรุงรักษาเป็นงานของโรงงานโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ระบบ JIT จะเน้นเป็นพิเศษถือว่าเป็นแนวทางเชิงรุก คือ วางแผนและคิดไว้ล่วงหน้า บางทีก็เรียกว่า “การบำรุงรักษาแบบป้องกันทั้งหมด (total preventive maintenance)” ต่อจากโรงงานสมัยก่อนที่ถือว่าเป็นงานประจำ
(8) ใช้ระบบป้อนวัตถุดิบแบบทันเวลา (Just-In-Time suppliers) ระบบ JIT จะซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดียว โดยเลือกแหล่งที่มีคุณภาพดีที่สุดและพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในระยะยาว เช่น อาจมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
จุดอ่อนของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี
ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี เป็นระบบที่มีประโยชน์ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนองค์การหลายอย่างและอาจมีจุดอ่อน 2 ข้อ คือ
(1) การส่งวัตถุดิบมีปัญหา (supply failures) ในทางปฏิบัติบริษัทมักมีปัญหาในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ป้อนวัตถุดิบ เพราะปกติผู้ป้อน
วัตถุดิบไม่อยากให้ใครมาแทรกแซง โดยเฉพาะองค์การที่ขอต่อรองราคา ยิ่งไปกว่านั้น การส่งวัตถุดิบภายในเวลาที่จำกัดยังจัดเป็นต้นทุนที่ผู้ป้อนวัตถุดิบต้องรับภาระ ผู้ป้อนวัตถุดิบโดยทั่วไปมักไม่ใช่ผู้ป้อนวัตถุดิบที่สมบูรณ์อย่างที่ระบบ JIT ต้องการ มักรู้สึกว่าตนเองได้รับแรงกดดันจากแผนการผลิตของบริษัทอื่นอย่างมาก
(2) ผลกระทบจากการกระทำของระบบ JIT ที่มีต่ออุตสาหกรรม (The effects of industrial action) ระบบ JIT เป็นระบบที่ถูกบีบให้ดำเนินการ โดยบริษัทใหญ่ ๆ บางแห่ง จึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับผู้ที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะการไม่มีสินค้าสำรองหรือสำรองเพียงเล็กน้อยนั้น มีผลทำให้คนงานต้องหยุดการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ การทำให้ระบบ JIT ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยต้องแก้ปัญหา 4 ข้อให้ลุล่วง ได้แก่ (1) ประสานความต้องการวัตถุดิบของผู้ผลิตกับตารางการผลิตของผู้ป้อนวัตถุดิบให้ลงตัว (2) รักษาระดับคุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าที่ส่งมาจากผู้ป้อนวัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่พอใจและสม่ำเสมอ (3) ชักจูงให้ผู้ป้อนวัตถุดิบให้ความสำคัญกับระบบ JIT และ (4) ประสานระบบการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ผลิตกับผู้ป้อนวัตถุดิบ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
TPS Dojo TokaiRika 2009 มีการทำกิจกรรมในระหว่างวันที่ 8-12 มิถุนายน 2552 โดยมีบริษัทที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 4 บริษัทดังนี้
1. Tokai Rika (Thailand) ((Leader))
2. STB Textire Industries (Sub-Leader)
3. Siam Nippon Steel Pipe (Member)
4. Thai Asakawa.Co.,Ltd (Member)
สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม Dojo TPS TokaiRaika 2009 มีทั้งหมดมีดังนี้
1. Tokai Rika (Thailand) ((Leader))
คุณวิทยา พิมทา (TRT)
คุณคำสอน ยอดโต (TRT)
คุณชัยวัฒน์ สิทธิพรวรกุล (TRT)
คุณณัฐพงษ์ สมัญญา (TRT)
คุณพัฒนพงษ์ กิ่งแก้ว (TRT)
คุณณัฐวุฒิ ตวยกระโทก (TRT)
คุณนิคม บุญชื่น (TRT)
2. STB Textire Industries (Sub-Leader)
คุณอดิศร ใจเที่ยง (STB)
คุณฤทธิไกร จำปาทอง (STB)
คุณกฤษณะ ดีมาก (STB)
3. Siam Nippon Steel Pipe (Member)
คุณประภัสสร จรศรไชย (SNP)
คุณธุววิช มโนเรือง (SNP)
4. Thai Asakawa.Co.,Ltd (Member)
คุณสิทธิพร ศรปัญญา (TAC)
คุณเฉลิม ลีปัญญากุล (TAC)
สำหรับบรรยากาศการทำกิจกรรมครั้งนี้ สามารถดูได้จากรูปด้านล่างนะครับ
เรียบเรียงบทความและรูปประกอบโดย
สิทธิพร ศรปัญญา
Thai Asakawa.Co.,Ltd
12-June-2009
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Internet Marketing Program.
รวบรวมรายการของLinkต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้
1. Affriliate Program [sign-in]
- Adword accounts program [Sign-in]
- CJ accounts program [Sing-in]
- Adsense report [Sign-in]
- ClickBank affriliate [Sing-in]
- amazon.com affiliate program [Sign-in]
- amazon.co.uk affiliate program [Sign-in]
- amazon.co.uk affiliate program [Sign-in]
- k-cyber banking [Login]
- yahoo YSM program[Signup]
1. Affriliate Program [sign-in]
- Adword accounts program [Sign-in]
- CJ accounts program [Sing-in]
- Adsense report [Sign-in]
- ClickBank affriliate [Sing-in]
- amazon.com affiliate program [Sign-in]
- amazon.co.uk affiliate program [Sign-in]
- amazon.co.uk affiliate program [Sign-in]
- k-cyber banking [Login]
- yahoo YSM program[Signup]
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552
บันทึกการทำงานออนไลน์ของผมครับ
วันนี้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันหยุดสงกรานต์ครับ ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ใหนและกลัวเดินทางไปติดม๊อบปิดถนน ก็เลยมา Update Blog ของตนเอง เนื่องจากไม่ได้อัพเดทมาหลายเดือนแล้ว สำหรับเนื่อหาที่จะอัพเดทก็จะเป็นบันทึกเกี่ยวกับกับการทำงานออนไลน์ของผมเองครับ จุดประสงค์ไม่ได้จะเอาไปอวดใครหรอกครับแต่ต้องการบันทึกเก็บไว้อ่านเองเมื่ออยากจะอ่านครับ (ปรกติจะก๊อบปี้ข้อมูลมาครับแต่คราวนี้ขอเปิดโอกาสให้สมองได้คิดมั่ง)
ผมเริ่มมาสนใจและศึกษาเกี่ยวกับ Internet marketing เมื่อประมาณเดือนตุลาคม-2008 นี้ครับ เนื่องจากเกิดวิกฤษเศรฐกิจที่อเมริกาที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทบนโลกนี้โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ (ซึ่งผมทำอยู่) ทำให้ผมคิดถึงทางเลือกและความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเองควรจะต้องมีทางเลือกให้กับตัวเองใว้อย่างน้อยมากกว่า1อย่าง เผื่อฉุกเฉิน ผมจึงริ่มคิดหาทาง...
จนมีอยูวันหนึ่งผมอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการผลิตแบบโตโยต้า(TPS) เนื่องจากใกล้จะ Final Present ผมจึงพิมพ์คำว่า “tps” ลงไปใน Google แล้วค้นหา แต่เว็บไซท์ที่ผมเจอที่ขึ้นมาอันดับหนึ่งและคลิกเข้าไปนั้นไม่ใช่เว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ TPS อย่างที่ผมต้องการ เนื้อหาที่มีอยู่ภายในเว็บนั้นเป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานออนไลน์หรือหาเงินออนไลน์ของคุณอภิศิลป์ ตรุงครานนท์ ดังนั้นผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีคอมเมอร์ชจากWeb Macroart (ของคุณอภิศิลป์) เป็นเว็บแรกครับ
หลังจากศึกษารูปแบบการทำงานออนไลน์จากเว็บ Macroart และ thaiseoboard มาประมาณ 2-3 เดือนผมก็พอจะมองภาพออกเป็นลางๆครับว่าการทำงานออนไลน์ หรือที่เรียกว่าอีคอมเมอร์ช หรือInternet Marketing นั้นมันเป็นยังไงและมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นผมก็ประเมินดูความสามารถของตนเองว่าพอที่จะทำได้ทางใหนหรือเจาะไปทางใหน เนื่องจากผมมีงานประจำที่ทำอยู่และเบสิกเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผมนั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลย ผมจึงคิดว่าการทำการตลาดแบบ PPC(Pay Per Click) นั้นน่าจะเหมาะกับผมที่สุด (จริงๆแล้วไม่สามารถที่จะทำอย่างอื่นได้มากกว่า)
ผมเริ่มสมัคร PPC ด้วย Google Adwords เป็นโปรแกรมแรกเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ และเอาสินค้ามาจาก amazon มาทำการโฆษณาครับ ด้วยความที่อยากรู้ผลแบบเร็วๆผมจึงไม่ได้สนใจวิธีการปรับแคมเปญอะไรมากและไม่ได้เฝ้าดู ตื่นเช้ามาก็รู้ผลเร็วจริงๆครับ เพราะงบที่ตั้งไว้ในวันแรก 2,000 บาท หมดไปในชั่วข้ามคืนถ้าจำไม่ผิดสินค้าชิ้นแรกที่นำมาโฆษณาน่าจะเป็นพวกเบ็ดตกปลาครับ (ผมมาดูโดยละเอียดทีหลังพบว่าเขาขายและส่งให้เฉพาะที่อเมริกาครับ แต่แคมเปญผมกำหนดไปให้โฆษณาแสดงเกือบๆจะทั่วโลกยกเว้นเอเชียกับแอฟริกา) ก็เลยได้ผลอย่างนี้ครับ
คราวนี้ลองเปลี่ยนสินค้าบ้างมาขายจำพวก Battery ที่ใช้สำหรับรถยนต์ (แบบเดามั่วๆเอาครับ) คราวนี้ได้ผลครับ เพราะผมเปิดแคมเปญทิ้งไว้แบบไม่ได้เข้ามาดูประมาณเกือบๆ 1 อาทิตย์หลังจากนั้งลองเข้ามาดู พบว่ามี Order 2 ชิ้น แรกในชิวิตครับ สินค้าที่ขายได้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นจำพวกครีมที่ทาหน้า และปลั้กเสียบไฟ ครับ (ดีใจสุดๆเลยครับ) จำได้เลยว่าเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ คำนวนดูแล้วได้ค่าคอมประมาณ 2.19 $ ประมาณ 75 บาท แต่ว่าต้องจ่ายค่าโฆษณาไปประมาณ 2,018 Baht ครับ หลังจากนั้นผมก็เฝ้าดูทุกวันด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ไม่มีวี่แววของ Order ที่จะมีมาเพิ่มเลยจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ครับ เอาตัวเลขมาคิดตามสูตรก็ขาดทุนประมาณ (2018/75)x100 = 2,690% (ลงทุน 26.9 บาท ได้คืน 1 บาทคิดถูกมั้ยครับ)
รูปด้านล่างคือสินค้าที่ขายได้และบัญชีรายได้เดือนกุมภาพันธ์ของผมครับ

เริ่มทำเดือนมีนาคมด้วยความสับสนครับ ว่าสงสัยคงเจาะไม่เข้าแน่กับทางสายนี้ผ่านมาเกือบ 10 วันยังไม่มีสักออเด้อ จนถึงเกือบๆกลางเดือนครับ ผมก็เริ่มมีไอเดียใหม่อีกครั้งว่าจะลองขายของที่ตลาดญี่ปุ่นดู ก็ดำเนินการทันทีครับ สินค้าที่นำมาเทสก็เป็น จักรยานครับเพราะเคยไปแล้วเห็นคนญี่ปุ่นเขาขี่เยอะดี ก็เลยนำจักรยานแบบแบ็ตเตอรี่ มาลองขายดู (ราคาก็ประมาณ 100,000 กว่าเยน) ผลที่ได้น่าลุ้นน่าตื่นเต้นมากครับ เพราะอัตราคนคลิกเข้ามาดูนั้นเยอะมากเมื่อคิดเป็นสัดส่วนที่โฆษณาเราแสดงและราคาประมูล Keyword ก็ไม่ค่อยสูง ผมแอบยิ้มในใจด้วยคิดว่าผมอาจจะเจอขุมทรัพย์ก่อนที่ใครจะรู้ ทุกอย่างเข้าสูตรตามที่อ่านมาจากตำราหมดเลยครับ
ผมปล่อยให้โฆษณาแสดงได้เต็นที่โดยไม่เลือกเวลาโดยมีหวังลึกๆอยู่ในใจ จนเวลาผ่านไปประมาณ 3 วันความหวังที่มีก็เห็นผลครับ เพราะผมขายของไม่ได้เลยสักชิ้น แต่ต้องจ่ายค่าโฆษณากับโปเจ็กนี้ไปประมาณ 2,500 บาทครับ (คิดไมถูกเลยครับว่าขาดทุนกี่เปอร์เช็นต์)
ผมหอบเอาความผิดหวังจากญี่ปุ่นกลับมาที่อเมริกาอีกคั้ง (คราวนี้ผมกลับไปทบทวนความรู้ในบอร์ดอีกครั้งก่อนกลับมาเริ่มใหม่...สู้ๆๆๆ) คราวนี้ผมสุ่มเอาสินค้าจำพวก Notebook Docking มาทำตลาด คราวนี้ได้ผลครับ มีOrder ประปรายประมาณวันละชิ้นหรือ Conversion ประมาณ 10 % (หมายความว่ามีการคลิกดูสินค้า 100 ครั้ง จะสั้งซื้อประมาณ 10 ชิ้น) ในบางวัน
ผมได้ใจเริ่มขยายตลาดโดยนำสินค้าจำพวก กีฬาฟิตเนส(จักรยานฟิตเนส) มาลองทำตลาดดู แต่ก็ต้องผิดหวังอีกครั้งกับโปรเจ็กนี้ เพราะราคาประมูล Keyword สูงมากและของก็ขายไม่ได้เลยสักชิ้น ถอนตัวแทบไม่ทัน กับโครงการนี้ผมหมดไปอีก 100$ (คิดเป็นเงินไทย ก็ประมาณ 3,400 บาท)
ผมกลับมาเจาะตลาดพวก Electronic ที่ อเมริกา เพียงอย่างเดียวกับความหวังที่ว่าในแต่ละวันขอให้ขาดทุนน้อยที่สุด จนได้สินค้ากับ Keyword ที่พอจะมีกำไรบ้างนิดหน่อย และก็หาสินค้าอย่างอื่นเพื่มอีกก็ไม่เจอสักที จึงขาดทุนสะสมเรื่อยมาทุกวันจนสิ้นเดือนแบบทุลักทุเล โดยสรุปทั้งเดือน ได้ค่าคอมประมาณ 62$ (2,170 Baht) รายจ่ายอยู่ที่ 11,650 Baht คิดเป็น Conversion ได้ (11,650/2,170) x 100 = 540 % (ขาดทุน 540 %)
รูปด้านล่างคือบัญชีรายได้ในเดือนมีนาคมของผมครับ

ทุกอย่างที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ ครับ แต่ที่ผมให้กำลังใจกับตนเองทุกวันก็คือ ถ้าเรายังไม่ล้มเลิกก็แสดงว่าเรายังไม่ล้มเหลวครับ อย่างน้อยที่สุดเทียบกัน 2 เดือนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขาดทุนมีสัดส่วนน้อยลง..เขียนแบบเข้าข้างตนเองสุดๆ (^_^)
เดือน เมษายน ผมเริ่มงานด้วยความระมัดระวังขึ้น ผมเริ่มเก็บรายละเอียดของแต่ละแคมเปญเป็นรายชั่วโมงและเก็บรายละเอียดเป็นพื้นที่ เพื่อที่จะบีบเป้าหมายลงให้เล็กที่สุด เพราะตามที่ศึกษามาก็คือพยายามให้โฆษณาของเราแสดง ให้ถูกที่ ถูกเวลา มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายนั่นเองครับ ผลที่ได้ในอาทิตย์แรกก็ยังไม่ถึงกับเท่าทุนหรือมีกำไรหรอกครับ แต่ความฝันผมก็พังทลายลง เพราะ amazon.com ไม่ให้มีตัวแทนโฆษณาโดยเริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม 52 นี้ครับ เท่าที่เข้าไปอ่านในบอร์ด ก็คิดว่าสินค้าของเขาดังและติดตลาดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนโฆษณาอย่างเราเขาก็ขายได้ ทำให้amazonลดต้นทุนโดยการเลิกจ่ายค่าคอมให้กับ affiliate อย่างพวกผม จดหมายที่เขาเขียนมาหาก็สามารถอ่านได้จากด้านล่างครับ
Dear Amazon Associate:
We're writing to let you know about a change to the Amazon Associates Program. After careful review of how we are investing our advertising resources, we have made the decision to no longer pay referral fees to Associates who send users to www.amazon.com, www.amazon.ca, or www.endless.com through keyword bidding and other paid search on Google, Yahoo, MSN, and other search engines, and their extended search networks. If you're not sure if this change affects you, please visit this page for FAQs.
As of May 1, 2009, Associates will not be paid referral fees for paid search traffic. Also, in connection with this change, as of May 1, 2009, Amazon will no longer make data feeds available to Associates for the purpose of sending users to the Amazon websites in the US or Canada via paid search.
This change applies only to the Associates programs in North America. If you are conducting paid search activities in connection with one of Amazon's Associates Programs outside of the US and Canada, please refer to the applicable country's Associates Program Operating Agreement for relevant terms and conditions.
ช่วงนี้ผมเลยหันเหมาทุ่มเททำโฆษณาให้กับ amazon.co.uk (United Kingdom)อยู่ครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเมื่อ amazon.co.uk ดังแล้วเขาจะตัดผมทิ้งไปเหมือนที่amazon.com หรือเปล่า แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมก็ถือว่าผมได้ความรู้เกี่ยวกับ Internet Marketing มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะทีเดียวครับ ส่วนเงินที่ลงทุนไปถ้าไม่ได้คืนก็ถือเป็นค่าวิชาความรู้เอานะครับ(ถ้าไม่ทำก็คงไม่รู้..จริงมั้ยครับ)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเป็นไงบ้างครับ สำหรับบทความที่ผมเขียนเองครั้งแรก (กับประสบการณ์จริง)เขียนได้น่าติดตามป่ะครับ ถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอะไรก็สามารถลงแสดงความเห็นได้ด้านล่างนะครับ ถ้าผมมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับ Amazon.co.uk อีกพอสมควรก็จะมา Update เรื่องราวให้อ่านอีกครั้งครับ
สวัสดีครับ
สิทธิพร ศรปัญญา
ผมเริ่มมาสนใจและศึกษาเกี่ยวกับ Internet marketing เมื่อประมาณเดือนตุลาคม-2008 นี้ครับ เนื่องจากเกิดวิกฤษเศรฐกิจที่อเมริกาที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทบนโลกนี้โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ (ซึ่งผมทำอยู่) ทำให้ผมคิดถึงทางเลือกและความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเองควรจะต้องมีทางเลือกให้กับตัวเองใว้อย่างน้อยมากกว่า1อย่าง เผื่อฉุกเฉิน ผมจึงริ่มคิดหาทาง...
จนมีอยูวันหนึ่งผมอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการผลิตแบบโตโยต้า(TPS) เนื่องจากใกล้จะ Final Present ผมจึงพิมพ์คำว่า “tps” ลงไปใน Google แล้วค้นหา แต่เว็บไซท์ที่ผมเจอที่ขึ้นมาอันดับหนึ่งและคลิกเข้าไปนั้นไม่ใช่เว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ TPS อย่างที่ผมต้องการ เนื้อหาที่มีอยู่ภายในเว็บนั้นเป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานออนไลน์หรือหาเงินออนไลน์ของคุณอภิศิลป์ ตรุงครานนท์ ดังนั้นผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีคอมเมอร์ชจากWeb Macroart (ของคุณอภิศิลป์) เป็นเว็บแรกครับ
หลังจากศึกษารูปแบบการทำงานออนไลน์จากเว็บ Macroart และ thaiseoboard มาประมาณ 2-3 เดือนผมก็พอจะมองภาพออกเป็นลางๆครับว่าการทำงานออนไลน์ หรือที่เรียกว่าอีคอมเมอร์ช หรือInternet Marketing นั้นมันเป็นยังไงและมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นผมก็ประเมินดูความสามารถของตนเองว่าพอที่จะทำได้ทางใหนหรือเจาะไปทางใหน เนื่องจากผมมีงานประจำที่ทำอยู่และเบสิกเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผมนั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลย ผมจึงคิดว่าการทำการตลาดแบบ PPC(Pay Per Click) นั้นน่าจะเหมาะกับผมที่สุด (จริงๆแล้วไม่สามารถที่จะทำอย่างอื่นได้มากกว่า)
ผมเริ่มสมัคร PPC ด้วย Google Adwords เป็นโปรแกรมแรกเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ และเอาสินค้ามาจาก amazon มาทำการโฆษณาครับ ด้วยความที่อยากรู้ผลแบบเร็วๆผมจึงไม่ได้สนใจวิธีการปรับแคมเปญอะไรมากและไม่ได้เฝ้าดู ตื่นเช้ามาก็รู้ผลเร็วจริงๆครับ เพราะงบที่ตั้งไว้ในวันแรก 2,000 บาท หมดไปในชั่วข้ามคืนถ้าจำไม่ผิดสินค้าชิ้นแรกที่นำมาโฆษณาน่าจะเป็นพวกเบ็ดตกปลาครับ (ผมมาดูโดยละเอียดทีหลังพบว่าเขาขายและส่งให้เฉพาะที่อเมริกาครับ แต่แคมเปญผมกำหนดไปให้โฆษณาแสดงเกือบๆจะทั่วโลกยกเว้นเอเชียกับแอฟริกา) ก็เลยได้ผลอย่างนี้ครับ
คราวนี้ลองเปลี่ยนสินค้าบ้างมาขายจำพวก Battery ที่ใช้สำหรับรถยนต์ (แบบเดามั่วๆเอาครับ) คราวนี้ได้ผลครับ เพราะผมเปิดแคมเปญทิ้งไว้แบบไม่ได้เข้ามาดูประมาณเกือบๆ 1 อาทิตย์หลังจากนั้งลองเข้ามาดู พบว่ามี Order 2 ชิ้น แรกในชิวิตครับ สินค้าที่ขายได้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นจำพวกครีมที่ทาหน้า และปลั้กเสียบไฟ ครับ (ดีใจสุดๆเลยครับ) จำได้เลยว่าเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ คำนวนดูแล้วได้ค่าคอมประมาณ 2.19 $ ประมาณ 75 บาท แต่ว่าต้องจ่ายค่าโฆษณาไปประมาณ 2,018 Baht ครับ หลังจากนั้นผมก็เฝ้าดูทุกวันด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ไม่มีวี่แววของ Order ที่จะมีมาเพิ่มเลยจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ครับ เอาตัวเลขมาคิดตามสูตรก็ขาดทุนประมาณ (2018/75)x100 = 2,690% (ลงทุน 26.9 บาท ได้คืน 1 บาทคิดถูกมั้ยครับ)
รูปด้านล่างคือสินค้าที่ขายได้และบัญชีรายได้เดือนกุมภาพันธ์ของผมครับ
เริ่มทำเดือนมีนาคมด้วยความสับสนครับ ว่าสงสัยคงเจาะไม่เข้าแน่กับทางสายนี้ผ่านมาเกือบ 10 วันยังไม่มีสักออเด้อ จนถึงเกือบๆกลางเดือนครับ ผมก็เริ่มมีไอเดียใหม่อีกครั้งว่าจะลองขายของที่ตลาดญี่ปุ่นดู ก็ดำเนินการทันทีครับ สินค้าที่นำมาเทสก็เป็น จักรยานครับเพราะเคยไปแล้วเห็นคนญี่ปุ่นเขาขี่เยอะดี ก็เลยนำจักรยานแบบแบ็ตเตอรี่ มาลองขายดู (ราคาก็ประมาณ 100,000 กว่าเยน) ผลที่ได้น่าลุ้นน่าตื่นเต้นมากครับ เพราะอัตราคนคลิกเข้ามาดูนั้นเยอะมากเมื่อคิดเป็นสัดส่วนที่โฆษณาเราแสดงและราคาประมูล Keyword ก็ไม่ค่อยสูง ผมแอบยิ้มในใจด้วยคิดว่าผมอาจจะเจอขุมทรัพย์ก่อนที่ใครจะรู้ ทุกอย่างเข้าสูตรตามที่อ่านมาจากตำราหมดเลยครับ
ผมปล่อยให้โฆษณาแสดงได้เต็นที่โดยไม่เลือกเวลาโดยมีหวังลึกๆอยู่ในใจ จนเวลาผ่านไปประมาณ 3 วันความหวังที่มีก็เห็นผลครับ เพราะผมขายของไม่ได้เลยสักชิ้น แต่ต้องจ่ายค่าโฆษณากับโปเจ็กนี้ไปประมาณ 2,500 บาทครับ (คิดไมถูกเลยครับว่าขาดทุนกี่เปอร์เช็นต์)
ผมหอบเอาความผิดหวังจากญี่ปุ่นกลับมาที่อเมริกาอีกคั้ง (คราวนี้ผมกลับไปทบทวนความรู้ในบอร์ดอีกครั้งก่อนกลับมาเริ่มใหม่...สู้ๆๆๆ) คราวนี้ผมสุ่มเอาสินค้าจำพวก Notebook Docking มาทำตลาด คราวนี้ได้ผลครับ มีOrder ประปรายประมาณวันละชิ้นหรือ Conversion ประมาณ 10 % (หมายความว่ามีการคลิกดูสินค้า 100 ครั้ง จะสั้งซื้อประมาณ 10 ชิ้น) ในบางวัน
ผมได้ใจเริ่มขยายตลาดโดยนำสินค้าจำพวก กีฬาฟิตเนส(จักรยานฟิตเนส) มาลองทำตลาดดู แต่ก็ต้องผิดหวังอีกครั้งกับโปรเจ็กนี้ เพราะราคาประมูล Keyword สูงมากและของก็ขายไม่ได้เลยสักชิ้น ถอนตัวแทบไม่ทัน กับโครงการนี้ผมหมดไปอีก 100$ (คิดเป็นเงินไทย ก็ประมาณ 3,400 บาท)
ผมกลับมาเจาะตลาดพวก Electronic ที่ อเมริกา เพียงอย่างเดียวกับความหวังที่ว่าในแต่ละวันขอให้ขาดทุนน้อยที่สุด จนได้สินค้ากับ Keyword ที่พอจะมีกำไรบ้างนิดหน่อย และก็หาสินค้าอย่างอื่นเพื่มอีกก็ไม่เจอสักที จึงขาดทุนสะสมเรื่อยมาทุกวันจนสิ้นเดือนแบบทุลักทุเล โดยสรุปทั้งเดือน ได้ค่าคอมประมาณ 62$ (2,170 Baht) รายจ่ายอยู่ที่ 11,650 Baht คิดเป็น Conversion ได้ (11,650/2,170) x 100 = 540 % (ขาดทุน 540 %)
รูปด้านล่างคือบัญชีรายได้ในเดือนมีนาคมของผมครับ
ทุกอย่างที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ ครับ แต่ที่ผมให้กำลังใจกับตนเองทุกวันก็คือ ถ้าเรายังไม่ล้มเลิกก็แสดงว่าเรายังไม่ล้มเหลวครับ อย่างน้อยที่สุดเทียบกัน 2 เดือนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขาดทุนมีสัดส่วนน้อยลง..เขียนแบบเข้าข้างตนเองสุดๆ (^_^)
เดือน เมษายน ผมเริ่มงานด้วยความระมัดระวังขึ้น ผมเริ่มเก็บรายละเอียดของแต่ละแคมเปญเป็นรายชั่วโมงและเก็บรายละเอียดเป็นพื้นที่ เพื่อที่จะบีบเป้าหมายลงให้เล็กที่สุด เพราะตามที่ศึกษามาก็คือพยายามให้โฆษณาของเราแสดง ให้ถูกที่ ถูกเวลา มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายนั่นเองครับ ผลที่ได้ในอาทิตย์แรกก็ยังไม่ถึงกับเท่าทุนหรือมีกำไรหรอกครับ แต่ความฝันผมก็พังทลายลง เพราะ amazon.com ไม่ให้มีตัวแทนโฆษณาโดยเริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม 52 นี้ครับ เท่าที่เข้าไปอ่านในบอร์ด ก็คิดว่าสินค้าของเขาดังและติดตลาดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนโฆษณาอย่างเราเขาก็ขายได้ ทำให้amazonลดต้นทุนโดยการเลิกจ่ายค่าคอมให้กับ affiliate อย่างพวกผม จดหมายที่เขาเขียนมาหาก็สามารถอ่านได้จากด้านล่างครับ
Dear Amazon Associate:
We're writing to let you know about a change to the Amazon Associates Program. After careful review of how we are investing our advertising resources, we have made the decision to no longer pay referral fees to Associates who send users to www.amazon.com, www.amazon.ca, or www.endless.com through keyword bidding and other paid search on Google, Yahoo, MSN, and other search engines, and their extended search networks. If you're not sure if this change affects you, please visit this page for FAQs.
As of May 1, 2009, Associates will not be paid referral fees for paid search traffic. Also, in connection with this change, as of May 1, 2009, Amazon will no longer make data feeds available to Associates for the purpose of sending users to the Amazon websites in the US or Canada via paid search.
This change applies only to the Associates programs in North America. If you are conducting paid search activities in connection with one of Amazon's Associates Programs outside of the US and Canada, please refer to the applicable country's Associates Program Operating Agreement for relevant terms and conditions.
ช่วงนี้ผมเลยหันเหมาทุ่มเททำโฆษณาให้กับ amazon.co.uk (United Kingdom)อยู่ครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเมื่อ amazon.co.uk ดังแล้วเขาจะตัดผมทิ้งไปเหมือนที่amazon.com หรือเปล่า แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมก็ถือว่าผมได้ความรู้เกี่ยวกับ Internet Marketing มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะทีเดียวครับ ส่วนเงินที่ลงทุนไปถ้าไม่ได้คืนก็ถือเป็นค่าวิชาความรู้เอานะครับ(ถ้าไม่ทำก็คงไม่รู้..จริงมั้ยครับ)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเป็นไงบ้างครับ สำหรับบทความที่ผมเขียนเองครั้งแรก (กับประสบการณ์จริง)เขียนได้น่าติดตามป่ะครับ ถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอะไรก็สามารถลงแสดงความเห็นได้ด้านล่างนะครับ ถ้าผมมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับ Amazon.co.uk อีกพอสมควรก็จะมา Update เรื่องราวให้อ่านอีกครั้งครับ
สวัสดีครับ
สิทธิพร ศรปัญญา
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
Search engine marketing by google
บันทึกโลก ตอนที่ 3 มหัศจรรย์โลกไอที
บันทึกโลก ตอนที่ 4 มหัศจรรย์โลกไอที
บันทึกโลก ตอนที่ 4 มหัศจรรย์โลกไอที
วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552
ช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน
หนึ่งในสาเหตุของความเครียดในที่ทำงาน คือ การที่คนหลายรุ่น หลายวัย หลายความคิด ต้องมาทำงานร่วมกัน ความแตกต่างระหว่างเลขวัยที่สัมพันธ์กับเลขไมล์ของประสบการณ์ มักนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน..จนก่อตัวเป็นความขัดแย้งในที่สุด บางทีความแตกต่าง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ เพียงขอเปิดใจทำความรู้จักคนแต่ละรุ่น ให้ลึกซึ้งก็จะได้พบโลกใบใหม่ที่งดงาม หลากหลาย และหากเลือกที่จะสื่อสารได้อย่างถูกช่องถูกกลุ่มก็อาจจะได้อะไรใหม่ ๆ คาดไม่ถึง ใครเป็นใครในที่ทำงาน เราจะแบ่งรุ่นของคนทำงานในที่ทำงานให้ชัด ๆ ก่อน โดยจำแนกจากช่วงปีเกิด ซึ่งจะสัมพันธ์กับประสบการณ์ในช่วงเติบโต ทำให้เห็นยุคสมัยที่หล่อหลอมความคิดของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น
==========================================================
กลุ่มลายคราม : คนที่เกิดก่อนปี 2498
ลายคราม...ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษา หรือเป็นพนักงานวัยใกล้เกษียณ คนกลุ่มนี้จะมีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย อันเนื่องมาจากประสบการณ์การทำงานอันยาวนานของพวกเขานั่นเอง คนกลุ่มนี้จะเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติ จึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรที่จำกัด ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้ สู้งานหนัก ใช้จ่ายอย่างรู้คิด และภักดีต่อองค์กรสูง
========================================================
กลุ่ม Baby Boom: คนที่เกิดช่วงปี 2499 – 2507
หลังสงครามยุติ ประเทศเข้าสู่ความสงบ การรณรงค์คุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดพลเมืองตัวน้อย ๆ ขึ้นมากมาย Baby Boom เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้ได้งาน ยิ่งเมื่อประเทศกำลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรม Baby Boom ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น เต็มเหยียดวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์
ลูกจ้าง Baby Boom มักเคยชินต่อการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้นายจ้างยอมรับในศักยภาพ การจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่นั้นต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง
=======================================================
กลุ่ม Generation–X: คนที่เกิดช่วงปี 2508 – 2523
Generation–X ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สำเร็จ ของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่นจึงไม่ใช่ม้าโยก หรือตุ๊กตาหมีอีกต่อไป แต่เป็นวิดีโอเกม เกมกด และ Walkman พวกเขาเติบโตมาในยุครอยต่อของ Analog กับ Digital อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ทว่าที่สังคมเปลี่ยนแปลงในทางวัตถุนี้ กลับทำให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน ความภักดีต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จึงคลายลงมาก นำมาสู่การลาออก และเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น
ไม่แปลกที่ชาว Baby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทำโอทีจนดึกดื่นจะอึ้งที่ชาว Generation–X ปฏิเสธการทำงานล่วงเวลา หรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจ ทั้งนี้เพราะ Generation–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
======================================================
กลุ่ม Millennium: คนที่เกิดปี 2524 เป็นต้นมา
Millennium คือ กลุ่มคนทำงานหน้าใหม่ไฟแรง แต่ยังอ่อนต่อประสบการณ์ บางคนอาจยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนมีแผนที่จะเรียนต่อ ชาว Millennium โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสำคัญกับการคิดมากกว่าการท่องจำ
ชาว Millennium จะมีพ่อแม่ที่มีความรู้สูง จึงให้การสนับสนุนให้ Millennium ได้เสริมทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น Millennium จึงชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และสนุกกับการทำงานเป็นทีม ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และไม่ชอบเงื่อนไข
ในขณะที่ ชาว Generation-X เปลี่ยนงานครั้งที่ 12 เพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงกินเงินเดือนเรือนแสน แต่ชาว Millennium จะลาออกไปเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง
======================================================
สลายช่องว่างสร้างความเข้าใจ
เมื่อเข้าใจอย่างท่องแท้แล้วว่า ใครมีค่านิยมในชีวิตอย่างไร ใคร ๆ ก็สามารถสร้างสะพานข้ามช่องว่าง เพื่อข้ามไปหากันได้
สูตรสร้างสะพานข้ามช่องว่าระหว่างวัยมีอยู่ 3 ขั้นตอน
1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนคุณ เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
2. ชื่นชมจุดดี แทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ
3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย
ทำงานกับกลุ่มลายคราม
จงให้เกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงต่อพวกเขา เมื่อคุณให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติคุณ แล้วถ้าบังเอิญคุณมีตำแหน่งสูงกว่าพวกเขา จงแสดงความชื่นชมต่อเขาในด้านการ เป็นเสาหลักขององค์การ และจงรับฟังเมื่อพวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีต การต่อสู้ ความพากเพียรในการทำงานจน ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ เพราะสิ่งนั้นคือ สิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มี และไม่รู้จัก อย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือ หมาล่าเนื้อไม่มีที่ไป แต่การที่พวกเขาทำงานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะพวกเขา เชื่อในคุณค่าของความมั่นคง และถือความซื่อสัตย์เป็นที่สุด
ทำงานกับกลุ่ม Baby Boom
จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน หรือคุณจะประสบความสำเร็จเพียงใด คุณก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนัก คือ การถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์การ และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แก่ Baby Boom
ทำงานกับกลุ่ม Generation–X
ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม เพราะ Generation–X ชอบความตรงไปตรงมา คุณสามารถใช้ Email กลับคนกลุ่มนี้ได้ หากคุณสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ควรพูดต่อหน้าเพราะ Generation–X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้าง ๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด
ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Generation–X ในการทำงานหนัก อย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้า ๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Generation–X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่
ทำงานกับกลุ่ม Millennium
ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือนการให้คำชม จงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขา ก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้คุณแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทำทุกขณะจิต เพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก
เข้าใจแค่นี้..ทุกอย่างก็ลงตัว
==========================================================
กลุ่มลายคราม : คนที่เกิดก่อนปี 2498
ลายคราม...ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษา หรือเป็นพนักงานวัยใกล้เกษียณ คนกลุ่มนี้จะมีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย อันเนื่องมาจากประสบการณ์การทำงานอันยาวนานของพวกเขานั่นเอง คนกลุ่มนี้จะเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติ จึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรที่จำกัด ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้ สู้งานหนัก ใช้จ่ายอย่างรู้คิด และภักดีต่อองค์กรสูง
========================================================
กลุ่ม Baby Boom: คนที่เกิดช่วงปี 2499 – 2507
หลังสงครามยุติ ประเทศเข้าสู่ความสงบ การรณรงค์คุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดพลเมืองตัวน้อย ๆ ขึ้นมากมาย Baby Boom เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้ได้งาน ยิ่งเมื่อประเทศกำลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรม Baby Boom ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น เต็มเหยียดวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์
ลูกจ้าง Baby Boom มักเคยชินต่อการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้นายจ้างยอมรับในศักยภาพ การจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่นั้นต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง
=======================================================
กลุ่ม Generation–X: คนที่เกิดช่วงปี 2508 – 2523
Generation–X ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สำเร็จ ของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่นจึงไม่ใช่ม้าโยก หรือตุ๊กตาหมีอีกต่อไป แต่เป็นวิดีโอเกม เกมกด และ Walkman พวกเขาเติบโตมาในยุครอยต่อของ Analog กับ Digital อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ทว่าที่สังคมเปลี่ยนแปลงในทางวัตถุนี้ กลับทำให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน ความภักดีต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จึงคลายลงมาก นำมาสู่การลาออก และเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น
ไม่แปลกที่ชาว Baby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทำโอทีจนดึกดื่นจะอึ้งที่ชาว Generation–X ปฏิเสธการทำงานล่วงเวลา หรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจ ทั้งนี้เพราะ Generation–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
======================================================
กลุ่ม Millennium: คนที่เกิดปี 2524 เป็นต้นมา
Millennium คือ กลุ่มคนทำงานหน้าใหม่ไฟแรง แต่ยังอ่อนต่อประสบการณ์ บางคนอาจยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนมีแผนที่จะเรียนต่อ ชาว Millennium โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสำคัญกับการคิดมากกว่าการท่องจำ
ชาว Millennium จะมีพ่อแม่ที่มีความรู้สูง จึงให้การสนับสนุนให้ Millennium ได้เสริมทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น Millennium จึงชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และสนุกกับการทำงานเป็นทีม ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และไม่ชอบเงื่อนไข
ในขณะที่ ชาว Generation-X เปลี่ยนงานครั้งที่ 12 เพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงกินเงินเดือนเรือนแสน แต่ชาว Millennium จะลาออกไปเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง
======================================================
สลายช่องว่างสร้างความเข้าใจ
เมื่อเข้าใจอย่างท่องแท้แล้วว่า ใครมีค่านิยมในชีวิตอย่างไร ใคร ๆ ก็สามารถสร้างสะพานข้ามช่องว่าง เพื่อข้ามไปหากันได้
สูตรสร้างสะพานข้ามช่องว่าระหว่างวัยมีอยู่ 3 ขั้นตอน
1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนคุณ เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
2. ชื่นชมจุดดี แทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ
3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย
ทำงานกับกลุ่มลายคราม
จงให้เกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงต่อพวกเขา เมื่อคุณให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติคุณ แล้วถ้าบังเอิญคุณมีตำแหน่งสูงกว่าพวกเขา จงแสดงความชื่นชมต่อเขาในด้านการ เป็นเสาหลักขององค์การ และจงรับฟังเมื่อพวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีต การต่อสู้ ความพากเพียรในการทำงานจน ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ เพราะสิ่งนั้นคือ สิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มี และไม่รู้จัก อย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือ หมาล่าเนื้อไม่มีที่ไป แต่การที่พวกเขาทำงานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะพวกเขา เชื่อในคุณค่าของความมั่นคง และถือความซื่อสัตย์เป็นที่สุด
ทำงานกับกลุ่ม Baby Boom
จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน หรือคุณจะประสบความสำเร็จเพียงใด คุณก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนัก คือ การถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์การ และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แก่ Baby Boom
ทำงานกับกลุ่ม Generation–X
ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม เพราะ Generation–X ชอบความตรงไปตรงมา คุณสามารถใช้ Email กลับคนกลุ่มนี้ได้ หากคุณสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ควรพูดต่อหน้าเพราะ Generation–X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้าง ๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด
ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Generation–X ในการทำงานหนัก อย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้า ๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Generation–X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่
ทำงานกับกลุ่ม Millennium
ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือนการให้คำชม จงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขา ก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้คุณแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทำทุกขณะจิต เพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก
เข้าใจแค่นี้..ทุกอย่างก็ลงตัว
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552
คนจนชั่วคราวกับคนจนถาวร
มนุษย์เราจำเป็นต้องทำงานหนักแค่ไหน เราทำงานไปเพื่ออะไร เพื่อหาเงิน เพื่อสร้างรายได้ให้ได้มากๆ เราอยากร่ำรวย อยากมั่งมี เพราะเรายังยากจนอยู่ เพราะเราไม่อยากยากจน เรายากจน ..... จริงหรือ
คนจนในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก คือ จนเพราะไม่มี หรือคนที่ขัดสนทรัพย์สิน เงินทอง ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีข้าวของ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือมีอยู่น้อย มีไม่เพียงพอ และการไม่มีนั้นเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต คนจนประเภทนี้ ยากจนเพราะไม่มี ถ้ามีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจประกอบสัมมาอาชีพ มีโอกาสร่ำรวยได้ไม่ยากเกินไปนัก หรืออาจจะเรียกว่าเป็น "คนจนชั่วคราว"
สำหรับคนจนประเภทที่สองเป็น "คนจนถาวร" ที่จนเพราะไม่พอ หรือคนที่มีทรัพย์สิน เงินทองมากมายแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักพอ ยังต้องการจะมีเพิ่มขึ้นอีก มากขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องวิ่งวุ่นไปในวังวนของกระแสสังคมบริโภคนิยมที่พาไป คนจนประเภทนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น เศรษฐียากจน หรือ เศรษฐีอนาถา ที่คงต้องยากจนต่อไป จนหมดลมหายใจ หรือในทางตรงข้าม เศรษฐียากจนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เศรษฐีที่ไม่รู้จักใช้เงินทองที่หามาได้ มุ่งทำงานหนัก และเก็บเงินไว้ไม่ยอมใช้จ่ายตามฐานะ แบบว่า...เข้าข่ายตระหนี่ และขี้เหนียว กะว่าจะเก็บเงินไว้เพื่อชีวิตที่ดีในบั้นปลาย จนลืมดูแลชีวิตในปัจจุบันให้ดีด้วย เรียกว่า ลำบากวันนี้ เพื่อจะสบายวันหน้าแต่ว่าไม่พอดี
จะว่าไปแล้วเศรษฐียากจนทั้งสองกลุ่มนี้ มีพฤติกรรมเหมือนกัน คือ จะทำงานหนักเพื่อหาเงินให้ได้มากๆ แม้ว่าวัตถุประสงค์จะต่างกันอยู่บ้าง แต่หากพิจารณาดูดีๆ เศรษฐียากจนทั้งสองกลุ่ม คงต้องทำงานหนักในปัจจุบัน เพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่ารักษาพยาบาล สุขภาพที่ชำรุดทรุดโทรมในอนาคตเป็นแน่แท้...!!
ตามหลักการในการวางแผนทางการเงินอย่างถูกต้องว่าไว้ว่า แผนการทางการเงินที่ดี จะต้องเป็นแผนการที่สร้างความสบายในวันนี้ เพื่อความสบายในวันหน้า รวมทั้ง ต้องสร้างสมดุลแห่งความสุขในชีวิตได้ ทั้งภายใน และภายนอก สุดท้ายขอฝากไปยังคุณพ่อ คุณแม่ในหลายๆ ครอบครัว และฝากถึงเศรษฐียากจนทุกคนว่า
....,,,,,,,,,, ฉันร่ำรวย ไม่ใช่เพราะฉันมั่งมี แต่เพราะฉันมีมากพอ....,,,,,,,,,,,,,
คนจนในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก คือ จนเพราะไม่มี หรือคนที่ขัดสนทรัพย์สิน เงินทอง ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีข้าวของ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือมีอยู่น้อย มีไม่เพียงพอ และการไม่มีนั้นเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต คนจนประเภทนี้ ยากจนเพราะไม่มี ถ้ามีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจประกอบสัมมาอาชีพ มีโอกาสร่ำรวยได้ไม่ยากเกินไปนัก หรืออาจจะเรียกว่าเป็น "คนจนชั่วคราว"
สำหรับคนจนประเภทที่สองเป็น "คนจนถาวร" ที่จนเพราะไม่พอ หรือคนที่มีทรัพย์สิน เงินทองมากมายแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักพอ ยังต้องการจะมีเพิ่มขึ้นอีก มากขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องวิ่งวุ่นไปในวังวนของกระแสสังคมบริโภคนิยมที่พาไป คนจนประเภทนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น เศรษฐียากจน หรือ เศรษฐีอนาถา ที่คงต้องยากจนต่อไป จนหมดลมหายใจ หรือในทางตรงข้าม เศรษฐียากจนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เศรษฐีที่ไม่รู้จักใช้เงินทองที่หามาได้ มุ่งทำงานหนัก และเก็บเงินไว้ไม่ยอมใช้จ่ายตามฐานะ แบบว่า...เข้าข่ายตระหนี่ และขี้เหนียว กะว่าจะเก็บเงินไว้เพื่อชีวิตที่ดีในบั้นปลาย จนลืมดูแลชีวิตในปัจจุบันให้ดีด้วย เรียกว่า ลำบากวันนี้ เพื่อจะสบายวันหน้าแต่ว่าไม่พอดี
จะว่าไปแล้วเศรษฐียากจนทั้งสองกลุ่มนี้ มีพฤติกรรมเหมือนกัน คือ จะทำงานหนักเพื่อหาเงินให้ได้มากๆ แม้ว่าวัตถุประสงค์จะต่างกันอยู่บ้าง แต่หากพิจารณาดูดีๆ เศรษฐียากจนทั้งสองกลุ่ม คงต้องทำงานหนักในปัจจุบัน เพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่ารักษาพยาบาล สุขภาพที่ชำรุดทรุดโทรมในอนาคตเป็นแน่แท้...!!
ตามหลักการในการวางแผนทางการเงินอย่างถูกต้องว่าไว้ว่า แผนการทางการเงินที่ดี จะต้องเป็นแผนการที่สร้างความสบายในวันนี้ เพื่อความสบายในวันหน้า รวมทั้ง ต้องสร้างสมดุลแห่งความสุขในชีวิตได้ ทั้งภายใน และภายนอก สุดท้ายขอฝากไปยังคุณพ่อ คุณแม่ในหลายๆ ครอบครัว และฝากถึงเศรษฐียากจนทุกคนว่า
....,,,,,,,,,, ฉันร่ำรวย ไม่ใช่เพราะฉันมั่งมี แต่เพราะฉันมีมากพอ....,,,,,,,,,,,,,
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
