วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เป้าหมายคุณคืออะไร - หายไปหรือยัง?

"เรารู้ว่าจุดสุดท้ายคืออะไร แต่เราไม่ชอบเดินไปตามทางนั้นตั้งแต่เนิ่นๆ"

คนเราก็แปลก ซึ่งผมถามน้องๆที่มาสมัครงานเล่นๆว่า “จุดสุดท้ายของการทำงานของเขาต้องการอะไร?” คำตอบสวยหรูมากมาย “จะเป็นผู้บริหารบริษัทฯนี้” อะไรทำนองนั้น บางครั้งผมก็เลยถามต่อว่า “เป็นผู้บริหารดีตรงไหน?” บางคนบอกว่า “เงินเดือนเยอะ” เป็นอันว่าผู้บริหารดีตรงที่เงินเดือนเยอะหรือเนี่ย... บางครั้งผมก็จะถามลักษณะที่ว่า
“แล้วถ้าบริษัทฯ ผู้บริหารไม่ได้เงินเดือนอย่างที่คุณคิดหละ คุณยังจะอยู่ไม๊?”
“แล้วถ้าคุณไม่มีประสิทธิภาพแล้วผมไล่คุณออกคุณจะได้เป็นผู้บริหารหรือ?”
“อย่างนั้นคุณมาเป็นผู้บริหารแทนผมเอาไม๊?” ฯลฯ

ผมห่างจากการสัมภาษณ์คนมานานแล้ว แต่การสัมภาษณ์คนแต่ละครั้งผมรู้สึกสนุก เพราะว่าได้เห็นพฤติกรรมของแต่ละคนที่หน้าตาแบบ งุนงง แล้วก็ขำๆ เหมือนว่าผมจะแกล้งเขาเลยนะ แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่ผมอยากได้จากเขาคือ สิ่งที่เขาต้องเป็นมากกว่า ซึ่งหลายๆคนมักจะตอบในเชิงความจริงมากกว่า เช่น “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองเล็กๆ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเขาตอบได้ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะเป็นมากที่สุด แต่ก็ต้องตอบผมด้วยนะว่า “แล้วคุณทำงานที่นี่คุณจะทำธุรกิจของคุณได้อย่างไร?” หรือบางทีผมก็จะถามเขาว่า “แล้วคุณจะอยุ่กับเรานานแค่ไหน?” เป็นต้น...

ผมหยุดเรื่องคำถามคำตอบไว้ดีกว่า แต่มาดูกันว่า คนเรามักมีความฝันของตนเอง และส่วนใหญ่ จะมีคำตอบไม่มากนัก ซึ่งจะหนีไม่พ้น
“อยากรวยมีเงินมีทองมีบ้านมีรถมีอะไรต่อมิอะไร”
“อยากมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต แต่ถ้าได้เวลาทำงานด้วยก็จะดี” และ
“มีธุรกิจของตนเอง ให้ธุรกิจเลี้ยงตอนยามแก่ชรา”
แต่ทั้งนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปว่า การเข้ามาทำงานในองค์กรใดๆ คุณคิดหรือว่า คุณจะสามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ?

"ถ้าคุณอยากได้คุณจะไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำคุณจะได้...”

---------------------------------------------------------------------------------------------
อยากรวย

ถ้าคุณมองในสภาพความเป็นจริงรอบๆคุณดู ในการที่คุณทำงานให้กับองค์กรต่างๆ คุณเคยเห็นเพื่อนๆคนไหนบ้างที่รวยจากการได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เจ้านายคุณมีเงินมากกว่าคุณมากมายแต่เบื้องหลังของเขาเป็นหนี้หรือเปล่า... แต่เท่าที่ผมเห็นคนที่รวยจากการทำงานในองค์กรคือเจ้าขององค์กรนั้นๆเสียมากกว่า ซึ่งถ้ามองในมุมกลับกัน ถ้าคุณเป็นเจ้าของ คุณจะจ้างคนเข้ามาทำงานในเงินเดือนมากมายจนเขามีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ร่ำรวย หรือว่า คุณให้เขาตามราคาตลาด ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคุณขึ้นถึงระดับของเจ้าของกิจการจริงๆ คุณก็จะทำเหมือนเจ้าของทั่วๆไป คือแค่ให้เงินเดือนกับพนักงานตามราคาตลาด หรือ ระดับที่ตัง้ไว้ขององค์กรเท่านั้น แล้วเงินส่วนที่เหลือคุณก็เข้ากระเป๋าคุณเองไม่ดีกว่าหรือ..? (แค่เป็นมุมมองให้คิด) แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ คุณคิดว่าคุณจะรวยจากการเป็นลูกจ้างอย่างนั้นหรือ…?

ถ้าในนิยามของความรวย หมายถึง มีเงินตามต้องการที่จะใช้จ่ายแล้ว คุณไม่ได้สิ่งเหล่านี้ในการเป็นลูกจ้างแน่นอน เพราะเงินที่เขาให้คุณ เขาได้สร้างกับดักล่อหลอกคุณเอาไว้หมดแล้วอย่างแยบคาย ไม่ว่าคุณจะได้รายได้มากมายต่อเดือนเพียงใด รายจ่ายของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเงาตามตัว ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูดในหัวข้อใหญ่ในประเด็นนี้เลย

อยากมีความสุข

ความสุขในการทำงานแบ่งออกเป็นหลากหลายมิติ แต่คนขาดแคลนส่วนใหญ่มองอยู่มิติเดียว คือ ความสุขจากการมีทรัพย์สิน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีอีกหลายคนที่นิยามความสุขที่แตกต่างกันไปคือ ความสุขจากครอบครัวที่อบอุ่น ความสุขจากการเป็นอยู่อย่างสบายๆ ความสุขจากการทำงาน ความสุขจากการได้พักผ่อน ความสุขจากการใช้ชีวิต เป็นต้น ซึ่งถ้าแยกความสุขออกเป็นมิติๆ แล้วจะสามารถแบ่งเป็น

ความสุขในมิติทางด้าน สภาพความเป็นอยู่
ถ้าความสุขในสภาพความเป็นอยู่นี้ การทำงานกับองค์กรจะสามารถตอบสนองคุณได้หากองค์กรนั้นมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงมาก แต่การมีความสุขในมิตินี้ ก็จะทำให้มีความสามารถทางด้านการใช้จ่ายที่น้อยลงด้วย

วามสุขในมิติทางด้าน ความสามารถทางด้านการใช้จ่าย
ถ้าความสุขของคุณ อยู่ที่ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ต้องการ ได้ในสิ่งที่ต้องการที่ทำให้คุณมีความสุขแล้วหละก็ องค์กรก็จะตอบสนองคุณได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นหมายถึง สิ่งที่คุณต้องการต้องเลือกและไม่ใช่สิ่งใหญ่โตอะไรมากนัก เช่น ถ้าคุณต้องการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซึ่งเป็นของใหญ่เพื่อสภาพความเป็นอยู่ คุณก็จะต้องมีเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยลง

ทั้งในสภาพความเป็นอยู่ และ ความสามารถทางด้านการใช้จ่ายนี้ สามารถแก้ไขปัญหาของการทำงานในองค์กรได้จากการทำงานพิเศษอื่นๆ ที่เขาเรียกกันว่า “ฝิ่น” แต่ทั้งนี้ เวลาของคุณก็จะมีน้อยลงในการหาความสุขทางด้านจิตใจ ความเครียดจะเข้ามาแทนที่ แล้วสิ่งที่คุณทำไปถ้าคุณคิดว่าคุ้มค่าก็ทำไปเถิด แต่ส่วนใหญ่เวลาทำงานหนักมากๆ ทำงานเยอะๆ สภาพจิตใจก็จะแย่ลง แล้วคุณก็จะโหยหากับความสุขทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็จะพบว่ามันไม่สามารถเป็นไปได้เพราะมันขัดแย้งกับเวลาที่คุณสูญเสียไป

ความสุขในมิติทางด้าน การตอบสนองในสิ่งที่ขาด
อันนี้เป็นความสุขที่เกิดจากความขาดแคลนในวัยเยาว์ที่ฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก เพราะคนเรามีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เมื่อมีอำนาจทางด้านการเงิน หรือ มีความพร้อมทางด้านใดๆแล้ว สิ่งที่จะแสดงออกในการสร้างความสุขให้กับตนเองคือ การตอบสนองในสิ่งที่ขาดไปในจิตใต้สำนึก เช่น บางคนมีอาหารกินมื้ออดมื้อ ก็จะหาอาหารรับประทานที่ดีราคาแพงเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง หรือบางคนไม่มีของเล่นในวัยเด็กก็จะพยายามหาของเล่นที่ตนอยากเล่นมาให้ลูกๆเล่น และอย่ากระนั้นเลยก็จะเล่นของเล่นลูกไปด้วยเลยเพื่อตอบสนองจิตใต้สำนึกเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวเพียงเล็กน้อยกับงานที่ทำในองค์กร หากจิตใต้สำนึก ของคนๆนั้นมีความเกี่ยวพันกับคนอื่นๆในองค์กร หรือ ส่งผลต่อการทำงาน เช่น ตอนวัยรุ่นไม่ได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม เวลาทำงานมีหน้าที่การงานดีขึ้นเป็นหัวหน้างานขึ้นมา เมื่อเพศตรงข้ามเข้ามาในเชิงให้ความสนใจ อาจจะทำให้พฤติกรรมที่ซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกแสดงอาการออกมาได้ ทั้งนี้ไว้เอาไปคุยในเรื่องเพศในองค์กรอีกทีหนึ่ง...

ความสุขในมิติทางด้าน จิตใจและความรู้สึก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายๆคนต้องการ บางคนสามารถทำงานไปและมีความสุขไป แต่บางคนไม่สามารถ สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก เวลา ซึ่งเราจะพบว่า เมื่อคุณทำงาน คุณก็จะหวังให้หน้าที่การงานใหญ่โตขึ้น เพื่อคุณจะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น หรือ คุณได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น หรือแม้นแต่คุณได้อำนาจมากขึ้น มีคนเคารพนับหน้าถือตามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่คุณต้องการในที่ทำงานนั้น ต้องแลกมากับเวลาและความทุ่มเทที่เสียไป เมื่อคุณให้เวลา และ ความทุ่มเทกับเรื่องงาน คุณก็เท่ากับดึงเอาเวลาและชีวิตครอบครัวของคุณไปกับการกระทำของคุณด้วย แล้ว ความสุขของคุณจะได้มาได้อย่างไร

บางคนสมถะในการทำงานอยากทำงานเท่าที่รับผิดชอง เจ้านายก็ไม่พอใจเพราะไม่ทุ่มเทให้กับบริษัทฯ อาจจะแป๊กได้ หรือ อาจจะบีบให้ออกเพราะว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ดีขึ้นเลย

ความต้องการขององค์กรที่มีต่อพนักงานของเขานั้น มีมาก โดยเฉพาะเจ้านายที่เป็นเจ้าของบริษัทฯ หรือ เจ้านายที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทฯ ทั้งนี้ หากคุณไม่สามารถทำใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งๆได้จริง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็ไม่สามารถสร้างความสุขจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการดำเนินชีวิตได้


อยากมีธุรกิจของตนเอง

ความหวังของคนทั่วไปมักต้องการมีธุรกิจของตนเอง แต่พบว่า ความต้องการเหล่านี้มีความขัดแย้งกับการทำงานในองค์กรอยู่มาก องค์กรส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะได้งานจากพนักงานของเขาเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเป็นองค์กรทางตะวันตกด้วยแล้ว เขาแทบจะต้องการเวลาของเราทัง้หมดเลยทีเดียว แต่การจะทำธุรกิจของตนเองก็ต้องมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจของตนเองด้วย ทั้งนี้ความขัดแย้งทางด้านเวลาจึงเกิดขึ้น แล้วทีนี้ คุณจะให้เวลากับธุรกิจของตนเอง หรือ องค์กร นั่นเป็นสิทธิของคุณ

--------------------------------------------------------------------------------

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะชี้ให้เห็นว่า มีความขัดแย้งทางด้านการทำงาน และความต้องการของพนักงานอยู่เสมอๆ แต่โดยทั่วไป จะเห็นแต่คนทำงานให้องค์กรโดยละทิ้งความต้องการของตนเพื่อแลกกับรายได้เพื่อประทังชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า การดำรงชีวิตให้สามารถอยู่รอดได้นั้นมันสำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้อย่าทิ้งความฝันของคุณไป

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อยู่ในวงจรเหล่านี้ ถ้าคุณต้องการมีชีวิตตามรูปแบบที่คุณต้องการ ทำไมคุณไม่ใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้ ออกแบบชีวิตของตนเอง ใช้ชีวิตของตนเองให้เหมาะกับความต้องการ ซึ่งถ้าคุณไม่จำเป็นต้องหาเงินเพื่อประทังชีวิต ผมอยากแนะนำว่า อย่าขายเวลาความสุขของชีวิตเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยที่เขาให้ครับ เพราะถ้าคุณทำเช่นนั้น เวลาแห่งความสุขของคุณก็จะเหลือน้อยลง หรือ อาจจะไม่มีเวลาสำหรับความสุขส่วนตนได้เลยครับ

--------------------------------------------------------------------------------
สรุปบทความ...

ในฐานะลูกจ้าง :- ความฝันของคุณก่อนการทำงาน และ ระหว่างการทำงานนั้นจะแตกต่างกัน การออกแบบชีวิตของตนเองว่า ต้องการอะไรจริงๆนั้น ถ้าสามารถออกแบบได้ก่อนการเข้าทำงาน คุณจะมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่มุ่งไปยังเป้าหมายของคุณโดยตรง แต่ถ้าคุณเริ่มเข้าทำงานในองค์กร องค์กรจะเปลี่ยนแนวคิดของคุณให้เบี่ยงเบนไป จนคุณอาจจะมองชีวิตของคุณอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมายความต้องการของคุณ

ในฐานะองค์กร :- เมื่อได้คนเข้าทำงานแล้ว องค์กรต้องสร้างฝันให้กับคนทำงาน เพื่อให้เขามุ่งไปยังฝันที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับเขา ถ้าความฝันนั้นสามารถทำให้เขาได้เป็นจริง ก็จะเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรสร้างฝันที่ไม่สามารถเป็นจริง หรือ หรอกให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียคนเก่งๆ ที่มีความสามารถไป

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีการทำให้เงิน 30,000 เพิ่มเป็น 1 ล้าน ภายในเวลา 1 ปี

วิธีทำ

1) เอาเงิน 30000 บาทไปซื้อที่ดินเปล่า 1 ไร่

2) ขุดดินในพื้นที่ 1 ไร่นั้นเอาไปขาย โดยขุดลึก 5 เมตร โดยดำเนินการจ้างผู้รับเหมาวิ่งดินเข้ามาลงรถขุดและวิ่งส่งดินไปถม เราเป็นเจ้าของบ่อขายดินอย่างเดียว

คิดปริมาณดินที่พื้นที่ 1 ไร่มี = 1600 ตรม x ลึก 5 ม. = 8000 ลบม
(ปริมาณดินนี้ประเมินคร่าว ๆ ซึ่งความจริงจะได้น้อยกว่านี้เล็กน้อย เพราะต้องขุดตี slope ขอบบ่อให้เอียงไม่เช่นนั้นบ่อจะถล่ม)

3) รถสิบล้อมีปริมาตรบรรทุกดิน กว้าง x ยาว x สูง = 3 x 6 x 2 = 36 ลบม เราขายดินคันละ 300 บาท

4) เราจะขายดินได้ = (8000/36) x 300 = 66667 บาท คิดเป็นเลขกลม ๆ 60000 บาท เพราะชดเชย 6667 หายไปตรงดินที่ขุดไม่ได้ตรงบริเวณพื้นที่ขอบในข้อ 2)

5) คิดระยะเวลาขุดดิน 1 ไร่ ใช้เวลา 1 อาทิตย์ ดังนั้น 1 อาทิตย์ จ่ายไป 30000 จะได้เงินกลับมา 60000 บาท

6) ย้อนกลับไปทำข้อ 1) ใหม่ เอาเงิน 60000 บาท ซื้อที่ 2 ไร่และขายดิน

ซื้อครั้งที่ 1 จำนวน 1 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 60000

ซื้อครั้งที่ 2 จำนวน 2 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 120000

ซื้อครั้งที่ 3 จำนวน 4 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 240000

ซื้อครั้งที่ 4 จำนวน 8 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 480000

ซื้อครั้งที่ 5 จำนวน 16 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 960000

ซื้อครั้งที่ 6 จำนวน 32 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 1920000

จำนวนไร่ทั้งหมดที่ซื้อ = 1+2+4+8+16+32 = 63 ไร่
ถ้าผู้รับเหมามีรถขุด 1 คัน ขุดได้อาทิตย์ละ 1 ไร่ (ซึ่งนับว่าช้ามาก) จะใช้เวลา 63/4 ประมาณ 16 เดือน

สรุป เริ่มต้นใช้เงิน 30000 บาท ใช้เวลา 16 เดือน ได้เงินกลับมา 1.92 ล้าน กับที่ดินเปล่า 63 ไร่ที่เป็นบ่อ ซึ่งสามารถต่อยอดโดยการทำบ่อนั้นเป็นบึงตกปลาหรือสร้างรีสอร์ทได้

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความเปลี่ยนแปลงทางอินเตอร์เน็นในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า อินเทอร์เน็ตจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งจนเขย่าโลกธุรกิจอย่างถึงแก่น ขณะนี้ในแต่ละวัน มีคนเข้าร่วมกับเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นกว่า 70,000 คนทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ภายในปี 2011 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3 พันล้านคน

นั่นจะนับเป็นครั้งแรกที่แรงงานทั่วโลกจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้ง 3 พันล้านคนจะสามารถสื่อสาร ร่วมมือและเชื่อมโยงกับพลเมืองอื่นๆ ที่ชอบในสิ่งที่คล้ายๆ กันในประชาคมอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือ "ผู้รักษาประตู"

แต่นั่นอาจไม่ได้หมายถึงงานปาร์ตี้ใหญ่อันแสนสุข หากแต่จะมีอุปสรรคใหม่ๆ ความวิตกกังวลและปัญหาใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงให้เราต้องจัดการ

พลังใหม่ของผู้บริโภค
Tom Hayes ผู้แต่งเป็นผู้คร่ำหวอดในชุมชนไฮเทค Silicon Valley และเป็นผู้บริหารบริษัทหลายแห่ง Hewlett-Packard, Applied Materials, AMD และ Enea ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา Jump Point: How Network Culture Is Revolutionizing Business นี้ Hayes ได้วิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มทางการตลาดหลายอย่าง ที่จะเกิดขึ้นในโลกใบใหม่ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วย อินเทอร์เน็ตซึ่งอาจไม่หอมหวานสำหรับนักการตลาดเสมอไป มุมมองใหม่ของ Hayes ท้าทายความคิดเก่าๆ และขัดแย้งกับโมเดลธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่จะช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจแนวโน้มการตลาดใหม่ๆ เหล่านั้น รวมไปถึงเข้าใจว่าจะอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างไร

Hayes คาดว่า ในอนาคตจะเกิดประชาคมใหม่ๆ ของผู้บริโภค ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบบงการและควบคุม (command-and-control) ล่มสลาย เพราะสมดุลแห่งอำนาจจะเปลี่ยนมือไปสู่การรวมกลุ่มของผู้บริโภคใหม่ๆ ที่มีความคิดเห็นเป็นตัวของตัวเอง

ทุกวันนี้ บริษัทเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเองและแนะนำผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปยังคนอื่นๆ โดยผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีการสร้างเพื่อนใหม่ๆ ของผู้บริโภคด้วย ทำให้เกิดกลุ่มผู้บริโภคที่มีความชอบเหมือนๆ กันจนกลายเป็นชุมชนออนไลน์ เหมือนๆ กับชุมชนที่เรามีในชีวิตจริง

โดยพื้นฐานแล้ว คนเรามีความต้องการที่จะรวมกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าอยู่แล้ว แต่ Hayes ชี้ว่า ความต้องการเหล่านั้นถูกจำกัดเอาไว้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การขาดการติดต่อไปมาหาสู่กัน ความแตกต่างทางภาษา ความจำกัดของทรัพยากร และการมีทางเลือกที่จำกัด แต่ อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทลดความจำกัดเหล่านั้นไปมากแล้ว และผู้แต่งคาดว่าอินเทอร์เน็ตจะสามารถกำจัดอุปสรรคที่เหลืออยู่ให้หมดไปในไม่ช้านี้ Hayes คาดว่าในอนาคตอันใกล้ กลุ่มสังคมบนอินเทอร์เน็ตที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน จะกลายเป็นกลุ่มสังคมที่มีอิทธิพลในเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว และจะส่งผลเปลี่ยนวิธีคิดของเราเกี่ยวกับตลาด แฟชั่น ความเคลื่อนไหวทางสังคม ไปจนกระทั่งถึงวิธีคิดเกี่ยวกับอำนาจด้วย

แต่นี่อาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับธุรกิจเสมอไป แม้ว่าขนาดที่ใหญ่ขึ้นของชุมชนออนไลน์จะยิ่งทำให้เครือข่ายชุมชนบนอินเทอร์เน็ต ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นสำหรับธุรกิจ แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คุณค่าของเครือข่ายชุมชนออนไลน์จะเพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อชุมชนนั้นมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชุมชนออนไลน์ที่มีความใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช่สำหรับนักการตลาด ซึ่งจะไม่สามารถเข้าถึงชุมชนเหล่านั้นได้อย่างไม่จำกัดเว้นไว้ แต่จะได้รับเชิญเท่านั้น

ความไว้วางใจคือสกุลเงินใหม่
ภายในชุมชนใหม่บนโลกอินเทอร์เน็ตนี้ ข่าวสารจะส่งถึงกันแบบปากต่อปาก ไม่ใช่ผ่านการโฆษณา Hayes ชี้ว่า และนี่ก็คือปัญหาท้าทายอย่างใหญ่หลวงของวิธีการตลาดแบบดั้งเดิม และเตือนให้นักการตลาดระวังว่า ไม่มีอะไรจะเลวร้ายยิ่งไปกว่าการคิดจะควบคุมชุมชนใหม่อันทรงพลังเหล่านี้ด้วยอินเทอร์เน็ต อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดชุมชนใหม่นั้นเอง

Hayes ทำนายว่า ความไว้วางใจจะกลายเป็น "เงินสกุลใหม่" ที่มีค่ามากที่สุดในโลกใบใหม่ ลูกค้าทุกวันนี้ต้องการสิ่งที่ไว้ใจได้ ไม่มีข้อสงสัย ไม่ซับซ้อนหรือผ่านการตัดสินใจหลายซับหลายซ้อน และต้องการได้รับรู้เบื้องหลังหรือมีส่วนร่วม ดังนั้นการควบคุมที่น้อยลงจึงหมายถึงความไว้ใจที่มากขึ้น พร้อมกับเตือนธุรกิจว่า บริษัทที่พยายามจะควบคุมบงการข้อมูล เพราะคิดว่าจะสามารถสร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นได้ กำลังเสี่ยงต่อการล่มสลาย การพยายามจะทำให้ดูเหมือนว่าได้รับความสนับสนุนจากระดับรากหญ้า ด้วยวิธีการที่หมกเม็ดที่เรียกว่า astroturfing นั้น เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ และจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์อย่างที่สุด เพราะนั่นคือการละเมิดหลักการและทำลายจิตวิญญาณของการสื่อสารแบบ peer-to-peer

END.

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีเอาตัวรอดของธุรกิจเมื่อเกิดวิกฤต

[บทความ]โดย ก้องเกียรติ

สมัยก่อน ผมมักติดตามเจ้านายเก่า เข้ารับการอบรมต่างๆ เพื่อที่จะหาความคิดใหม่ มาทำให้บริษัทของเราอยู่รอดให้ได้ ก็เลยมีโอกาสได้พบกับเจ้าของธุรกิจหลายสิบธุรกิจ จึงพลอยทำให้ผมรับรู้เรื่องราวการเอาตัวรอดของธุรกิจขนาดเล็กมาพอสมควร และเมื่อประมาณ สองเดือนที่ผ่านมา ผมได้พบเจ้าของธุรกิจท่านหนึ่งที่รู้จักกันดี โดยบังเอิญ เนื่องจากเขามาใช้บริการของบริษัทที่ผมทำอยู่ ผมเลยทักทายกัน และนั่งดื่มกาแฟ สอบถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน และในครั้งนั้นผมจึงได้สอบถามท่านว่าเขาทำได้อย่างไร ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ตั้งแต่ ปี 2540 จวบจนถึง ปัจจุบันทั้งๆที่บริษัทของเขาเป็นบริษัทที่ขาดทุนทุกเดือนในช่วงที่เรารู้จักกันใหม่ๆ


ประโยคแรกที่เสี่ยพูดออกมาก็คือ ธุรกิจ จริงๆ มีสิ่งที่สำคัญ ไม่กี่อย่างหรอก สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่มองว่า สำคัญ คือ เงินสด พนักงานและ ลูกค้า


เงินสด เปรียบเหมือนเส้นเลือดของธุรกิจ ถ้าขาด เราก็จะตายทันที ถ้าเราเข้าใจที่มาของเงินสด เราจะรู้ว่า เครดิต คือที่มาของเงินสดที่สำคัญอย่างหนึ่ง ดังนั้น การรักษาเครดิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาเท่าชีวิต


พนักงาน โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นทุนธุรกิจวัตถุดิบ ต้นทุนเงิน ต้นทุนสินค้า ของธุรกิจขนาดเล็กนั้น มักจะสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ที่ทำให้ต้นทุนรวมของธุรกิจขนาดเล็กต่ำกว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ หลักๆ มาจากความสามารถของคน เพราะคน ทำให้ Defect ลดลง , เพราะคนหากประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆก็ลดลง และก็เพราะคน หากทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะลดต้นทุนรวมลงได้


ลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะสร้างรายได้ ขอเพียงเราพูดคุยกับลูกค้ามาก บริการอย่างเข้าถึง แล้วเราก็ serve ความต้องการของเขาได้ทัน เราก็จะได้ลูกค้าที่จงรักภักดีต่อเราได้ ซึ่งลูกค้านั้น เป็นที่มาของ นวัตกรรม เป็นที่มาของการลดต้นทุน เป็นที่มาของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ แต่ต้องไม่ลืมค้นหาลูกค้าใหม่ๆด้วย เพื่อขยายฐานรายได้ของเรา หรือ ใช้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ได้


พอพูดหลักการเสร็จ เสี่ยก็เงียบไปสักพัก เหมือนนั่งระลึกถึงความหลัง เสี่ยเล่าว่า หลังจากรัฐบาลปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว บริษัทก็มีหนี้เพิ่มขึ้นจาก 350 ล้าน เป็น 700 ล้านบาท ทันที Supplier ต่างก็เร่งเก็บเงินสดตอนนั้นก็มีหนี้การค้าประมาณ 100 กว่าล้านบาท ซึ่งตอนนั้นเสี่ยบอกได้เลยว่า เขาไม่มีเงินจ่าย จึงนัดประชุมกับ Supplier ทีละราย เพื่อขอผ่อนผัน ทยอยจ่ายค่าสินค้า แต่ขอให้ส่งวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลของการตกลงกัน คือหนี้เก่า ให้ทยอยชำระ ส่วนสินค้าใหม่ บางรายก็ให้ credit 15 วัน บางรายก็ให้จ่ายเงินสด แล้วเสี่ยได้ให้สัญญาว่าจะทยอยจ่ายหนี้เก่าเป็นรายเดือน


และที่สร้างปัญหาให้กับเสี่ยเป็นอย่างมาก คือ Supplier ที่ให้จ่ายเป็นเงินสดสำหรับ ค่าสินค้า lot ใหม่ ซึ่งในบางครั้งทำอย่างไรก็ไม่มีเงินสดมาซื้อ ซึ่งในที่ประชุมก็มีความโกรธเคือง supplier มาก จนบางคนถึงกับ บอกว่า ไม่ต้องไปจ่ายหนี้เก่า ถ้าหากมันไม่ส่งของให้เรา ซึ่งเสี่ยเขาไม่ทำแบบนั้น แม้เขาไม่ให้ credit เรา แต่เราก็ต้องจ่าย supplier ซึ่งบางเดือนก็มีเงินไม่พอจ่ายตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนจะถึงวันกำหนดชำระ เสี่ยจะขับรถไปขอโทษ supplier ล่วงหน้า ซึ่งคติของเสี่ย คือ มีเงินน้อย ก็จ่ายน้อย แต่ก็ต้องจ่าย เราต้องแสดงความจริงใจต่อ supplier ของเรา



ซึ่งตอนนั้นเงินสดไม่มีเลย ขนาดเงินเดือนพนักงานก็ไม่มีจ่าย ซึ่งผมถามเสี่ยว่า สิ่งสำคัญของเสี่ย มี 3 อย่าง คือ เงินสด พนักงาน และลูกค้า เมื่อพบสถานการณ์นี้ เสี่ยเลือกเงินสด หรือ พนักงาน ซึ่งเสี่ยตอบว่า เงินสดนั้นสำคัญกว่า พนักงานในระยะสั้น แต่พนักงานสำคัญกว่า เงินสด ในระยะยาว ดังนั้นเพื่อที่จะเพิ่มกระแสเงินสด มาตรการต่างๆนจึงออกมามากมายเช่น

o ลดเงินเดือนผู้บริหาร ต่อมาก็ค้างเงินเดือนผู้บริหาร เป็นปี

o ไม่ลดค่าแรงพนักงาน แต่ไม่มีโอที 1.5 เท่า มีแต่โอที 1 เท่า และส่วนโอทีขอติดไว้ก่อน แต่ก็ไม่เพียงพอ จนต้องติดพนักงาน ครึ่งนึง แต่บริษัทจัดหา ข้าวปลา อาหาร ให้กินแทนการขอติดค่าแรงครึ่งนึง ซึ่งทำให้พนักงานลาออกกันไปว่า 70%

o ขายทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น

o ขายขยะ เช่น กล่องกระดาษ เศษเหล็ก ซึ่งสร้างเม็ดเงินได้เป็นแสนเลย

o เปลี่ยนเวลาทำงานให้ใช้ไฟช่วง off peak ทำให้ลดค่าไฟลงได้เดือนละหลายแสนบาท

o อุปกรณ์ เครื่องจักร อะไรก็ตาม ซ่อมได้ต้องซ่อม

o ปรับกระบวนการทุกอย่างให้สั้นลง ปรับ batch size ต่างๆให้เล็กลง เพื่อที่จะผลิตสินค้าได้เร็วขึ้น และแปรเป็นเงินสดได้เร็วขึ้น (การปรับ batch size จะมีผลต่อต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น เนื่องจากมี setup cost ที่สูงขึ้น)



แต่เคล็ดลับเพิ่มเงินสดของเสี่ยในตอนนั้น คือ การหา supplier วัตถุดิบ รายใหม่ ที่มีอยู่ในตลาดทุกราย แม้จะขายแพง เราก็ต้องซื้อ ซึ่งในครั้งนั้น ผู้จัดการฝ่าย หลายคน คัดค้าน เพราะการเปลี่ยน Supplier จะมีผลต่อสเป็คของสินค้าเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้ามีปัญหาได้ ทำให้คุณภาพสินค้าเปลี่ยนได้ แต่เสี่ยยังยืนกรานที่จะใช้ source ที่หลากหลาย แต่ให้ฝ่าย R&D ทำการ test วัตถุดิบให้สามารถใช้ให้ใกล้เคียงให้มากที่สุด

และจากชื่อเสียงของเสี่ยที่จ่ายหนี้ทุกเดือนติดต่อกันหลายเดือน ก็เลยทำให้มี Supplier รายใหม่ ยอมให้เครดิตเสี่ย 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง หรือ ซื้อเครดิต 1 lot จ่ายสด 1 lot ซึ่งทำให้เราสามารถมีวัตถุดิบเพียงพอที่จะผลิตสินค้าต่อไปได้ และผมได้ถามเสี่ยว่า เสี่ยไม่กลัว supplier รายเก่าโกรธเราที่เราติดต่อรายใหม่เหรอ ? ซึ่งเสี่ยตอบว่า ไม่กลัวเลย เนื่องจาก supplier รายเก่าจะปล่อยให้เรามาก ก็ไม่กล้า แต่ถ้าไม่ยอมให้เราติดต่อรายอื่น เราก็เจ๊ง เขาก็หนี้สูญ หากจะตัดเยื่อใยกันเลย ก็กลัวว่าพอเศรษฐกิจดีขึ้น เราจะไม่ซื้อสินค้าของเขา ดังนั้นช่วงเวลาแบบนั้นไม่ค่อยมีใครคิดมากกันหรอก เพราะทุกคนรู้ดีว่า ต่างก็ดิ้นรนเอาตัวรอดกันทั้งนั้น และเพราะเหตุนี้แหล่ะที่ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า ต้องมี supplier รายใหม่ยอมให้ credit เราแน่นอน เพราะทุกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ต้องหารายได้เพื่อรักษาธุรกิจ หากกลัวเกินไปก็ไม่ต้องขาย ดังนั้นผมจึงต้องรักษาเครดิต และรอเวลาให้ ชื่อเสียงของผมในเรื่องของการรักษาเครดิตไปถึงหูของพวกเขาเท่านั้นเอง



แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมแก้ปัญหาพนักงานลาออก ซึ่งมีวิกฤตก็ดีอย่าง คือ ช่วงนี้เราก็คิด และเล็ง พนักงานชั้นยอดเก็บไว้ และเข้าประกบเพื่อรักษาเขาให้อยู่กับเราให้จงได้ และในบริษัทจึงเหลือแต่พวกนักสู้ ซึ่งจากคนที่ลดลง ผมสามารถปรับเงินให้พวกเขาเพิ่มขึ้น 50% และปรับตำแหน่งให้ เมื่อรักษาพนักงานชั้นยอดไว้ให้ได้ เศรษฐกิจที่ไม่ดี มีคนตกงานกันมากมาย ดังนั้นเราจึงหาแรงงานถูกๆมาเพิ่มใน line ผลิต ได้ไม่ยาก และ ให้กลุ่มพนักงานชั้นยอดเป็นผู้ประกบสอนงาน



ก่อนที่เสี่ยจะเปลี่ยนไปพูดประเด็นใหม่ ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า เสี่ยคิดอย่างไรที่จะทำการปรับเงินเดือนให้พนักงานตั้ง 50% ทั้งๆที่ไม่ ลดเงินเดือน ก็บุญโขแล้ว ซึ่งเสี่ยมองว่า พนักงานชั้นยอดนั้น มีเพียง 10 กว่าคน ซึ่งไม่มาก แต่เราต้องไม่ลืมว่า งานของผมนั้นเป็นงานกึ่งฝีมือ มันมี Art ผสมอยู่ ดังนั้นความรู้เหล่านี้ มันใช้เวลาสะสม และสอนกันไม่ได้ง่ายๆ ความรู้มันอยู่ที่ตัวคน ดังนั้นผมจึงจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อความรู้เหล่านั้นไว้ เพื่อให้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ของผม ซึ่งผมคิดว่าไม่แพง และเป็นช่วงเวลาที่เราจะแสดงการให้เกียรติพนักงานเหล่านี้ด้วย ว่าเราให้ความสำคัญกับเขา และอีกอย่าง ช่วงวิกฤต ผมต้องปลุกใจพวกเขา ให้ทุ่มสุดตัว ดังนั้นพนักงานกลุ่มนี้ ช่วงวิกฤตจึงทำงานได้เท่าๆกับ พนักงานธรรมดาถึง 3-4 คนทีเดียว ดังนั้นการปรับเงินเดือนในกลุ่มนี้จึงคุ้มค่ามาก



และเมื่อจัดการเรื่องเงินสด และ พนักงานเรียบร้อย แล้ว การหาออร์เดอร์ จึงจำเป็นเร่งด่วนอย่างมาก และนี่เป็นจุดพลิกผันของบริษัทของเรา ด้วยความที่ตลาดในประเทศมี demand น้อยลงมากคู่แข่งต่างตัดราคาเพื่อแย่งออร์เดอร์กัน ดังนั้นเราจึงมองหาตลาดใหม่ ซึ่งเป็น ตลาด ตะวันออกกลาง และตลาดแอฟริกา ซึ่งในตอนนั้น ตลาดแอฟริกาบางประเทศยังมีการรบกันเป็นย่อมๆอยู่เลย แต่ด้วยแรงบีบคั้น จากสถานการณ์ ทำให้เราเสาะหาผู้รู้ และผู้นำทางเราเข้าไปเปิดตลาดที่นั้น จนปัจจุบัน เราส่งออกต่างประเทศถึง 90% ซึ่งเดิมทีเราขายในประเทศ 100% ทำให้ยอดขายเราโตปีละ 300% ทุกปีติดต่อกัน 4 ปีแล้ว

แต่ธุรกิจก็คือ ธุรกิจ เมื่อโตเร็วเกินไปก็มีปัญหา ทั้งเรื่องเพิ่มทุน และสร้างคนไม่ทัน แต่ถ้าไม่โตก็แย่ ดังนั้นธุรกิจถ้าไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไปครับ

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Good grow out of baby kids by ABC/123 Toys.

ABC 123 Toys's Customer Review.

What a great little block set! My son, now a year old, received these as a holiday gift, and absolutely adores them. They are much smaller than the originals, but fit in his little hands better, and are easy for him to pick up and carry.
It doesn't bother me that the block letters don't match the subsequent pictures displayed on each cube; I like the freestyle approach. I also don't plan for him to play with these for the rest of his life; I figure by the time he's really learning his letters and sounds he'll have moved on to more challenging toys. So my current expectation for these little blocks is being met.

He loves to stack them (and knock them back down again), clang them together, skip them across the hardwood floors, suck on them (haven't noticed any problem with the wood or paint either), and fill pots and pans with them. He loves to put them in the clear case as well, and to dump them back out again.

Overall, for the ten bucks this is a great basic toy that my son has gotten a lot of mileage from already. I have noticed a big improvement in his gross and fine motor skills already, as he's already stacking them six high and sometimes able to pick up two at a time.

I'd recommend this toy to anyone with a child a year or so and older. I think the 2 year minimum age is a bit old, actually, and have encountered no safety problems whatsoever in giving them to my 1 year old.

By. Emy Wertheim

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

10 วิธีกู้วิกฤตธุรกิจ

Focus ทำเฉพาะสิ่งที่บริษัททำได้ดีที่สุด
การทำธุรกิจหลายประเภทที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูง ในสภาวะปัจจุบันหลายธุรกิจมียอดขายลดลง กำไรน้อยหรือขาดทุนอยู่ นักธุรกิจจึงจำเป็นต้องลดขนาดของธุรกิจและเลือกทำเฉพาะธุรกิจที่บริษัททำได้ดีที่สุด โดยพิจารณาถึงความถนัดความสามารถในการแข่งขัน และแนวโน้มของธุรกิจในอนาคตเป็นหลัก

รักษาลูกค้าให้ดีที่สุด
การมุ่งหาลูกค้าใหม่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงในสภาวะปัจจุบัน การรักษาลูกค้าเดิมโดยการกระตุ้นให้ลูกค้าเดิมใช้สินค้าของเรามากขึ้นเดิมเป็นฐานสามารถทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นนักธุรกิจจึงควรให้ความสนใจ และทำทุกวิธีที่จะรักษาลูกค้าเดิมให้มากที่สุด

มองวิกฤติให้เป็นโอกาส
ในช่วงวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงทฤษฎีวงจรธุรกิจว่ามีขึ้นมีลง การทำธุรกิจต้องระมัดระวังสอนให้เข้าใจถึงคุณค่าของความประหยัดและที่สำคัญสอนให้เรารู้จักมองวิกฤติให้เป็นโอกาส การมองวิกฤติให้เป็นโอกาส คือการมองหาข้อดีในปัญหาที่เกิดขึ้น และใช้ข้อดีนั้นมาช่วยสร้างโอกาสของธุรกิจอีกครั้ง เช่น ค่าเงินลดลงธุรกิจส่งออกย่อมดีกว่าธุรกิจนำเข้า หรือธุรกิจไม่ดีคู่แข่งจะอ่อนแอโอกาสขยายกิจการส่วนแบ่งทางการตลาดจะทำได้ง่ายขึ้น

ลดขนาดของการลงทุนให้เหมาะสม
ปัญหาเศรษกิจมีผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงขนาดของตลาดจึงลดลงการทำธุรกิจต้องคำนึงถึงขนาดของตลาดที่ลดลงด้วย การลงทุนและการประกอบธุรกิจต้องลดลงให้เหมาะสมกับสภาพตลาด แต่ที่สำคัญนักธุรกิจจะต้องคำนึงความสามารถของการแข่งขันและต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นหลัก

เก็บสต็อกสินค้าให้น้อยลง
การบริหารการผลิตและการจัดเก็บสินค้ามีผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ การเก็บสต็อกสินค้าที่เหมาะสมให้เพียงพอกับยอดขายเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาสำหรับสินค้าที่ขายดี ส่วนสินค้าที่มีการระบายช้าควรเปลี่ยนสต็อกให้เป็นเงินสด และเก็บสต็อกให้น้อยผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อจะดีกว่า

ลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด
การประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจในยุคที่ยอดขายธุรกิจลดลง แต่ต้นทุนของธุรกิจ(ดอกเบี้ย) สูงขึ้น การประหยัดและลดค่าใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงานควรร่วมมือร่วมใจดำเนินการแต่ต้องไม่กระทบต่อคุณภาพของสินค้า หรือบริการและความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด

เลือกผลิตสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
ในสภาวะปัจจุบันแม้ขนาดขนาดของตลาดจะเล็กลง แต่การแข่งขันทางการตลาดก็มิได้ลดลง เพราะทุกธุรกิจต้องพยายามแย่งกำลังซื้อที่เหลืออยู่ของตลาด การเลือกผลิตหรือขายสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน จะช่วยให้ธุรกิจมีคู่แข่งน้อยลง สินค้ามีจุดเด่น และช่วยลดค่าใช้จ่ายของการตลาดได้

ระบบการเงิน เน้นเงินสดมากกว่ากำไร
ธุรกิจปัจจุบันขาดสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น การเน้นขายเงินสด แม้กำไรน้อย อาจมีความสำคัญมากกว่าการขายสินค้ากำไรสูงแต่เก็บเงินได้ช้า

มุ่งพัฒนาบุคลากรเตรียมพร้อมเพื่ออนาคต
แม้ธุรกิจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ก็มิได้หมายความว่าธุรกิจจะไม่มีขาขึ้น ในสภาวะเช่นนี้จึงเป็นเวลาที่นักธุรกิจมีโอกาสคัดเลือกพนักงานที่ดี และมีการพัฒนาบุคลากรที่ดีจะสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันได้

ในสภาวะปัจจุบันทุกธุรกิจมีเป้าหมาย
เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เป็นหลักซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น แต่นักธุรกิจต้องศึกษาแนวโน้มของตลาดในอนาคต และสร้างเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจให้เหมาะสม ก่อนแล้วจึงกำหนดเป้าหมายระยะสั้น สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางหรือคนจน

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางหรือคนจน ความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

ข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ "ซุบซิบนินทา" เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่ม ักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง น ี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถ สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผ ันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง "บ้าบิ่น" เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน น ิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อย บอกหรือรู้กัน ยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์ส ินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภ าพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเ สียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขา จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวก และสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จิตแห่งวิทยาการ-กุญแจแห่งความสำเร็จ

“หากคิดจะเป็นมืออาชีพในโลกแห่งการทำงาน ความสามารถในการคิดได้อย่างอิสระนั้นสำคัญยิ่งกว่าทักษะทางด้านวิชาชีพ”

เป็นคำกล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำงานของ Jeff Schmidt ในหนังสือเรื่อง Disciplined Minds: A Critical Look at Salaried Professionals and the Soul-Battering System That Shape Their Lives ซึ่ง Schmidt มองว่าในโลกของภาคธุรกิจ บริษัทชั้นนำต่างๆ ล้วนต้องการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะวิชาชีพต่างๆ เช่น ทนายความ นักบัญชีฯลฯ

แต่สิ่งที่บริษัทต่างๆ ต้องการนอกเหนือไปกว่านั้นก็คือ…ทนายความ นักบัญชี หรือนักวิชาชีพใดก็ตาม ที่สามารถคิดเป็นทำเป็น ประมวลข้อมูลและองค์ความรู้ที่มีทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่ต้องรอการชี้นำหรือรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Schmidt สอดคล้องแนวคิด จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) ของ Howard Gardner ในหนังสือ “Five Minds for the Future” ที่ระบุถึงปัจจัยหรือคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ ที่มนุษย์จำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบไปด้วย จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) จิตแห่งการสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) จิตแห่งการสร้างสรรค์ (Creating Mind) จิตแห่งความเคารพ (Respectful Mind) และจิตแห่งคุณธรรม (Ethical Mind)

“จิตแห่งวิทยาการ” เป็นแนวคิดใหม่ด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด (Ability to Think) ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นการท่องจำตามหลักวิชาการด้านต่างๆ โดยปราศจากการคิดประยุกต์พลิกแพลง ซึ่ง Gardner ได้ตีความหมายของจิตแห่งวิทยาการในสองนัย กล่าวคือ

นัยแรก : จิตแห่งวิทยาการ หมายถึง ความรู้ความชำนาญในศาสตร์วิทยาการ ในแบบการมองภาพรวม โดยเข้าใจและประยุกต์ใช้วิทยาการแขนงต่างๆ (Multi disciplinary) เพื่อตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้

ในมุมนี้มองว่าระบบการศึกษาที่เน้นในด้านเนื้อหาวิชาการ (Subjects Matter) อาจสามารถสร้างเด็กให้เรียนเก่งหรือสอบได้คะแนนดี แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเด็กเหล่านี้จะประสพความสำเร็จหรือก้าวหน้าในชีวิตการทำงานได้ แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีชุดความรู้ใดหรือสาขาวิชาใดที่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด (One Size Fit All) ดังนั้นการมีความรู้ความสามารถที่รอบด้านจะช่วยให้เราคิดเป็น ทำเป็น มองภาพปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในที่สุด

นอกจากนี้นักวิชาการด้านการศึกษาอีกหลายท่าน อาทิ Rawson, D. (1994); McMichael, P. and Gilloran, A. (1984) ยังเชื่อว่าแนวคิด Disciplined Mind จะช่วยให้เกิด การทำงานข้ามสายงาน (Multidisciplinary Teamwork) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจิตแห่งวิทยาการจะช่วยให้คนที่ทำงานต่างสายงานสามารถพูดภาษาเดียวกัน และเข้าใจในเรื่องเดียวกันได้มากยิ่งขึ้น

นัยที่สอง : จิตแห่งวิทยาการ หมายถึง ความสามารถเชิงพฤติกรรมในการแสวงหา พัฒนาความรู้และทักษะอย่างไม่มีวันสิ้นสุด หรือที่ Gardner บรรยายว่า “Unending Training To Perfect A Skill”

ในมุมมองนี้ได้ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษา ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องสร้างให้คนเป็นผู้ใฝ่หา การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปตลอดชีวิต (Lifelong Learner) อันจะส่งผลให้องค์กรหรือประเทศชาติกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในกระแสโลกาภิวัตน์ และยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Based Economy)

กล่าวโดยสรุป แนวคิด “จิตแห่งวิทยาการ” ของ Gardner สอนให้รู้จักกระบวนการและทักษะในการคิด ที่ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบขององค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้นจิตแห่งวิทยาการจึงเป็นเสมือนรากฐานสำคัญที่ทำให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) โดยนำกรอบความรู้ของศาสตร์อื่นๆ มาประยุกต์ใช้ และสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้และภาพรวมของปัญหา (Big Picture) จนทำให้สามารถประยุกต์ใช้หรือสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้
นอกจากนี้จิตแห่งวิทยาการยังช่วยให้คนมีความสามารถในการปรับตัว รู้จักต่อยอดความรู้และความคิดใหม่ๆ เป็นการพัฒนาตนเองให้เกิดความก้าวหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับในเมืองไทยนั้น “สำนักงาน ก.พ.” ซึ่งรับผิดชอบการบริหารและพัฒนากำลังคนในภาครัฐได้ให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังแนวคิดเรื่อง “จิตสาธารณะ” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในกรอบสมรรถนะ (Competency Model) ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่นั้น ให้ความสำคัญต่อ “คุณลักษณะเชิงพฤติกรรม”ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานให้สำเร็จ ดังนั้นแนวคิดเรื่องจิตสาธารณะจึงเป็นเป้าหมายที่ “โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์” นำมาส่งเสริมเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของคนในราชการและประเทศชาติโดยรวม

เพราะจิตแห่งวิทยาการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นแนวทางที่จะยกระดับความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งในแง่ของการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพของสังคมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต

ที่มา thaiseoboard.com

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง

สตีเวน อาร์ โควีย์ ( Stephen R. Covey ) เจ้าของแนวคิด อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง ( The 7 Habits of Highly Effective People ) ชี้ว่า คำว่า “ ผู้นำ ” นั้น เป็นมากกว่าคำเรียกเฉพาะตำแหน่งที่โก้หรู เท่านั้น แต่องค์กรจะประสบผลสำเร็จได้ต้องมีผู้นำในทุกระดับ นั่นคือ พนักงานทุกคนขององค์กรต้องมีความเป็นผู้นำ โดยบ่มเพาะอุปนิสัยทางบวกให้เกิดขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการบรรลุได้
- In The 7 Habits of Highly Effective People, author Stephen R. Covey presents a holistic, integrated, principle-centered approach for solving personal and professional problems. With penetrating insights and pointed anecdotes, Covey reveals a step-by-step pathway for living with fairness,integrity,honesty, and human dignity -- principles that give us the security to adapt to change and the wisdom and power to take advantage of the opportunities that change creates.

อุปนิสัย 7 ประการ มีอะไรบ้าง ?

อุปนิสัยที่ 1
โพรแอกทีฟ ( Proactive ) - หลักการวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล
ต้องเป็นคนที่มีอิสรภาพในการเลือก มีทางเลือกของตนเองบนพื้นฐานค่านิยมที่ถูกต้อง และรับผิดชอบต่อทางเลือกของตนเอง อุปนิสัยที่ 1 จะเป็นพื้นฐานของของอุปนิสัยที่ 2 – 7 ถ้าไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 1 ได้ ก็จะไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 2 – 7 ได้

อุปนิสัยที่ 2
เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ - หลักการของการเป็นผู้นำในตนเอง
หลังจากที่เรามีทางเลือกของเราเอง เราต้องสร้างภาพในใจขึ้นมาก่อน เหมือนแผนที่นำทางว่าอยากเห็นตนเองเป็นอย่างไร อยากเห็นผลงานเป็นอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มลงมือปฏิบัติ

อุปนิสัยที่ 3
ทำสิ่งที่สำคัญก่อน - หลักการบริหารส่วนบุคคล
ขั้นนี้เป็นการเริ่มลงมือปฏิบัติโดยเริ่มต้นจากเรื่องที่สำคัญก่อน จงยึดหลักว่า “ ชีวิตนั้นสั้น ดังนั้นจึงควรทำสิ่งที่สำคัญในชีวิตก่อน ” เราจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีการบริหารเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ต้องทำคือเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หากทำได้ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้

อุปนิสัยที่ 4
คิดแบบชนะ – ชนะ
มีแนวคิดว่า ถ้าครอบครัวได้ เราก็ได้ด้วย ถ้าองค์กรได้ เราก็ได้ด้วย แนวคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความร่วมมือกัน หากเป็นตรงกันข้ามกับความคิดแบบตนเองชนะ คนอื่นแพ้ ก็จะเกิดการแข่งขันกัน

อุปนิสัยที่ 5
เข้าใจผู้อื่นก่อนก่อนให้ผู้อื่นเข้าใจเรา - หลักการผู้นำระหว่างบุคคล
ถ้าไม่คิดแบบชนะ – ชนะ คนเราจะไม่ยอมเข้าใจคนอื่นก่อน การจะเข้าใจคนอื่นก่อนได้ ต้องฟังให้มาก ๆ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจผู้ที่เราฟัง แต่ถ้าไม่ฟังและพูดอย่างเดียว ก็จะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจเขาแล้ว เขาจะเข้าใจเราเช่นกัน

อุปนิสัยที่ 6
ผนึกพลังประสานความต่าง - หลักการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์
เมื่อเข้าใจผู้อื่นแล้วจะเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล แล้วจะให้คุณค่าในความแตกต่าง เหล่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการใช้ความแตกต่างนั้นมาผนึกพลัง ประสานความต่างได้ เมื่อเกิดความร่วมมือกัน ( Synergy ) เมื่อนั้นเราจะมีชัยชนะ หากเราสามารถพึ่งพากันได้ 2
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

อุปนิสัยที่ 7
ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ - หลักการเติมพลังชีวิตให้สมดุล
ชีวิตประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านสติปัญญา ด้านสังคม – อารมณ์ และด้านจิตวิญญาณเมื่อตนเองมีประสิทธิผลสูงแล้ว จะโยงมาถึงอุปนิสัยที่ 8 ที่จะมุ่งให้ฟังเสียงของตนเอง เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตนเองและเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม เขาจะค้นพบเหมือนที่เราค้นพบและจะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ ( The 8 th. Habit : From Effective to Greatness )

จะประยุกต์ใช้อุปนิสัยทั้ง 7 ได้อย่างไร ?
ปัญหาที่สำคัญของพนักงานองค์กรก็คือ พนักงานมักไม่รู้เป้าหมายขององค์กร ไม่รู้ว่าองค์กรกำลัง
จะไปทิศทางไหน อย่างไร ซึ่งทำให้ไม่เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ประกอบด้วย ปัจจัย 4 ด้าน คือร่างกาย ( Body ) จิตใจ ( Heart ) สติปัญญา ( Mind ) และจิตวิญญาณ ( Spirit ) หากขยายความของทั้ง 4 ปัจจัย ร่างกายจะหมายความรวมถึง ภาวะเศรษฐกิจ การดำรงชีพให้อยู่รอด ( To Live ) สติปัญญารวมไปถึง สมอง ความคิด ทำอย่างไรจะให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา ( To Learn ) จิตใจจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์และสังคม ( To Love ) และสุดท้ายคือ บุคคลจะดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร จะสร้างตำนานของชีวิตให้กับโลกใบนี้ได้อย่างไร ( To Leave a Legacy )
จากการวิจัย โควีย์ ชี้ให้เห็นว่าความไว้วางใจในองค์กรมักอยู่ในระดับต่ำ เหตุผลที่ความไว้วางใจระหว่างกันและกันอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนสูง เพราะสติปัญญาของคนไม่ได้เรียนรู้ให้มีวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้ยึดถือค่านิยมในการอยู่ร่วมกัน เมื่อไม่เห็นความสำคัญเหล่านี้ ร่างกายจึงไม่ได้ถูกสั่งงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ด้วย จึงไม่มีพลังมากระตุ้นให้ทุ่มเทกายใจที่จะทำงาน สุดท้ายวิญญาณที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจึงไม่มี นี่คือปัจจัยด้านพื้นฐานความต้องการของมนุษย์
ในระดับองค์กรแล้ว สิ่งที่ทำให้พนักงานไม่รู้เป้าหมายที่ชัดเจนขององค์กร และไม่ปฏิบัติตามความต้องการขององค์กร มีสาเหตุตั้งแต่การขาดความชัดเจนของเป้าหมายเอง หรือไม่ได้อธิบายความหมายให้ทุกคนทราบ ทำให้ไม่รู้ว่าวิสัยทัศน์ขององค์กรจะไปทิศทางใด หรือบางคนรู้แต่ก็ไม่มีคำมั่นสัญญาว่าจะทำตามนั้นหรืออาจไม่มีการแปลงไปเป็นแผนปฏิบัติ หรือบางแง่มุม เพราะไม่ได้นำไปผูกโยงกับะบบการจ่ายค่าตอบแทน ไม่มีการผนึกกำลังประสานความต่าง ( Synergy ) ทำให้คนยังมองไม่เห็นวามแตกต่างความสามารถของแต่ละคน หรือเพราะคนไม่มีความรับผิดชอบจึงไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ทำไมพนักงานบางคนจึงอยากจะทำหรือไม่อยากจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร 3


โควีย์ ตั้งคำถาม 4 คำถาม เพื่อวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าว คือ
- ถ้าทำงานอยู่ในองค์กรที่มีการเมืองในองค์กรมาก และระบบการจ่ายค่าตอบแทนไม่ยุติธรรม ได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสมกับองค์กร จะทำอย่างไรถ้าได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เช่น ไม่ได้รับการเคารพ มีวิธีปฏิบัติของหัวหน้าที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายขึ้นอยู่กับอารมณ์ จะทำอย่างไร
- ถ้าได้รับการจ่ายค่าจ้างที่ยุติธรรม ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหัวหน้า แต่ความคิดเห็นที่เสนอไปไม่ได้รับการตอบสนอง จะทำอย่างไร
- ถ้าได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ได้ลาออกจากงานไปเลย หรือ สองทำตามคำสั่งแต่ผูกพยาบาทกับหัวหน้าของตนเอง สาม ทำไปตามกฎระเบียบของบริษัท สี่ รู้สึกอยากทำงานร่วมมือให้กับบริษัท ห้า มีคำมั่นสัญญา ทำงานให้กับองค์กรด้วยความจริงใจ และ หก มีความท้าทาย ตื่นเต้น ที่จะสร้างอะไร ใหม่ ๆ ให้กับองค์กร
- ถ้าได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม ได้รับการปฏิบัติที่ดี ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานที่มีคุณค่า มีความหมายต่อเรา แต่ในที่ทำงานกลับมีแต่การหลอกลวงลูกค้าและคู่ค้าหรือแม้แต่พนักงานคนอื่นจะทำอย่างไร

จากคำถามทั้ง 4 เขาพบว่า พนักงานส่วนใหญ่เลือกตอบ 3 ข้อแรกมากที่สุด คือ ถ้าได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจะเป็นกบฎ หรือลาออกไปเลย ถ้าได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสมแต่ดูแลไม่ดี ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของหัวหน้า ก็จะทำตามสั่ง แต่ผูกพยาบาทไว้ หรือ ทำตามกฎระเบียบเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือความคาดหมาย นี่เป็นเพราะการจัดการของผู้บริหารใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับจากองค์กรเข้ามาจัดการ แต่สำหรับยุค knowledge Worker แล้ว องค์กรต้องการคำตอบว่าพนักงานพร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจให้กับองค์กร หรือมีคำมั่นสัญญาว่าจะทำงานให้เสร็จ หรือ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีและมีความตื่นเต้นกับสิ่งที่ท้าทายตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ภาวะผู้นำจัดการ

ถ้าเราละเลยการดูแลปัจจัยทั้ง 4 ด้านของมนุษย์ เท่ากับว่าเราได้เปลี่ยนพนักงานไปสู่สิ่งไม่มีชีวิต แล้วเราจะจัดการกับสิ่งของในองค์กรอย่างไร ส่วนใหญ่คนเป็นหัวหน้าก็จะเข้าไปดูแลและใช้วิธีกระตุ้นจูงใจด้วย Carrot-and-Stick ทำได้ก็ให้รางวัล ทำไม่ได้ก็ลงโทษ แล้วองค์กรก็มุ่งไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นบทบาทขององค์กรจึงต้อง กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมให้สอดคล้องกัน และองค์กรยังต้องสื่อสารถ่ายทอดให้พนักงานรับรู้ ว่าองค์กรต้องการมุ่งไปทางไหนอย่างแท้จริง จึงจะทำให้พนักงานมีคำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติตาม และจะต้องแปลงไปสู่แผนปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องให้คุณค่าในความแตกต่างของพนักงานแต่ละคน เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการทำงาน และไม่ลืมที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมด้วย ต้องทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำตามนั้นออกมา พนักงานคือผู้มีส่วนในการผลักดันองค์กรอย่างแท้จริง และเขาจะทำได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจ เห็นความสำคัญ และพร้อมที่จะฝึกตนเองให้มีภาวะผู้นำ


บทความจาก : กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร