วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เป้าหมายคุณคืออะไร - หายไปหรือยัง?

"เรารู้ว่าจุดสุดท้ายคืออะไร แต่เราไม่ชอบเดินไปตามทางนั้นตั้งแต่เนิ่นๆ"

คนเราก็แปลก ซึ่งผมถามน้องๆที่มาสมัครงานเล่นๆว่า “จุดสุดท้ายของการทำงานของเขาต้องการอะไร?” คำตอบสวยหรูมากมาย “จะเป็นผู้บริหารบริษัทฯนี้” อะไรทำนองนั้น บางครั้งผมก็เลยถามต่อว่า “เป็นผู้บริหารดีตรงไหน?” บางคนบอกว่า “เงินเดือนเยอะ” เป็นอันว่าผู้บริหารดีตรงที่เงินเดือนเยอะหรือเนี่ย... บางครั้งผมก็จะถามลักษณะที่ว่า
“แล้วถ้าบริษัทฯ ผู้บริหารไม่ได้เงินเดือนอย่างที่คุณคิดหละ คุณยังจะอยู่ไม๊?”
“แล้วถ้าคุณไม่มีประสิทธิภาพแล้วผมไล่คุณออกคุณจะได้เป็นผู้บริหารหรือ?”
“อย่างนั้นคุณมาเป็นผู้บริหารแทนผมเอาไม๊?” ฯลฯ

ผมห่างจากการสัมภาษณ์คนมานานแล้ว แต่การสัมภาษณ์คนแต่ละครั้งผมรู้สึกสนุก เพราะว่าได้เห็นพฤติกรรมของแต่ละคนที่หน้าตาแบบ งุนงง แล้วก็ขำๆ เหมือนว่าผมจะแกล้งเขาเลยนะ แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่ผมอยากได้จากเขาคือ สิ่งที่เขาต้องเป็นมากกว่า ซึ่งหลายๆคนมักจะตอบในเชิงความจริงมากกว่า เช่น “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองเล็กๆ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเขาตอบได้ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะเป็นมากที่สุด แต่ก็ต้องตอบผมด้วยนะว่า “แล้วคุณทำงานที่นี่คุณจะทำธุรกิจของคุณได้อย่างไร?” หรือบางทีผมก็จะถามเขาว่า “แล้วคุณจะอยุ่กับเรานานแค่ไหน?” เป็นต้น...

ผมหยุดเรื่องคำถามคำตอบไว้ดีกว่า แต่มาดูกันว่า คนเรามักมีความฝันของตนเอง และส่วนใหญ่ จะมีคำตอบไม่มากนัก ซึ่งจะหนีไม่พ้น
“อยากรวยมีเงินมีทองมีบ้านมีรถมีอะไรต่อมิอะไร”
“อยากมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต แต่ถ้าได้เวลาทำงานด้วยก็จะดี” และ
“มีธุรกิจของตนเอง ให้ธุรกิจเลี้ยงตอนยามแก่ชรา”
แต่ทั้งนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปว่า การเข้ามาทำงานในองค์กรใดๆ คุณคิดหรือว่า คุณจะสามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ?

"ถ้าคุณอยากได้คุณจะไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำคุณจะได้...”

---------------------------------------------------------------------------------------------
อยากรวย

ถ้าคุณมองในสภาพความเป็นจริงรอบๆคุณดู ในการที่คุณทำงานให้กับองค์กรต่างๆ คุณเคยเห็นเพื่อนๆคนไหนบ้างที่รวยจากการได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เจ้านายคุณมีเงินมากกว่าคุณมากมายแต่เบื้องหลังของเขาเป็นหนี้หรือเปล่า... แต่เท่าที่ผมเห็นคนที่รวยจากการทำงานในองค์กรคือเจ้าขององค์กรนั้นๆเสียมากกว่า ซึ่งถ้ามองในมุมกลับกัน ถ้าคุณเป็นเจ้าของ คุณจะจ้างคนเข้ามาทำงานในเงินเดือนมากมายจนเขามีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ร่ำรวย หรือว่า คุณให้เขาตามราคาตลาด ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคุณขึ้นถึงระดับของเจ้าของกิจการจริงๆ คุณก็จะทำเหมือนเจ้าของทั่วๆไป คือแค่ให้เงินเดือนกับพนักงานตามราคาตลาด หรือ ระดับที่ตัง้ไว้ขององค์กรเท่านั้น แล้วเงินส่วนที่เหลือคุณก็เข้ากระเป๋าคุณเองไม่ดีกว่าหรือ..? (แค่เป็นมุมมองให้คิด) แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ คุณคิดว่าคุณจะรวยจากการเป็นลูกจ้างอย่างนั้นหรือ…?

ถ้าในนิยามของความรวย หมายถึง มีเงินตามต้องการที่จะใช้จ่ายแล้ว คุณไม่ได้สิ่งเหล่านี้ในการเป็นลูกจ้างแน่นอน เพราะเงินที่เขาให้คุณ เขาได้สร้างกับดักล่อหลอกคุณเอาไว้หมดแล้วอย่างแยบคาย ไม่ว่าคุณจะได้รายได้มากมายต่อเดือนเพียงใด รายจ่ายของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเงาตามตัว ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูดในหัวข้อใหญ่ในประเด็นนี้เลย

อยากมีความสุข

ความสุขในการทำงานแบ่งออกเป็นหลากหลายมิติ แต่คนขาดแคลนส่วนใหญ่มองอยู่มิติเดียว คือ ความสุขจากการมีทรัพย์สิน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีอีกหลายคนที่นิยามความสุขที่แตกต่างกันไปคือ ความสุขจากครอบครัวที่อบอุ่น ความสุขจากการเป็นอยู่อย่างสบายๆ ความสุขจากการทำงาน ความสุขจากการได้พักผ่อน ความสุขจากการใช้ชีวิต เป็นต้น ซึ่งถ้าแยกความสุขออกเป็นมิติๆ แล้วจะสามารถแบ่งเป็น

ความสุขในมิติทางด้าน สภาพความเป็นอยู่
ถ้าความสุขในสภาพความเป็นอยู่นี้ การทำงานกับองค์กรจะสามารถตอบสนองคุณได้หากองค์กรนั้นมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงมาก แต่การมีความสุขในมิตินี้ ก็จะทำให้มีความสามารถทางด้านการใช้จ่ายที่น้อยลงด้วย

วามสุขในมิติทางด้าน ความสามารถทางด้านการใช้จ่าย
ถ้าความสุขของคุณ อยู่ที่ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ต้องการ ได้ในสิ่งที่ต้องการที่ทำให้คุณมีความสุขแล้วหละก็ องค์กรก็จะตอบสนองคุณได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นหมายถึง สิ่งที่คุณต้องการต้องเลือกและไม่ใช่สิ่งใหญ่โตอะไรมากนัก เช่น ถ้าคุณต้องการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซึ่งเป็นของใหญ่เพื่อสภาพความเป็นอยู่ คุณก็จะต้องมีเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยลง

ทั้งในสภาพความเป็นอยู่ และ ความสามารถทางด้านการใช้จ่ายนี้ สามารถแก้ไขปัญหาของการทำงานในองค์กรได้จากการทำงานพิเศษอื่นๆ ที่เขาเรียกกันว่า “ฝิ่น” แต่ทั้งนี้ เวลาของคุณก็จะมีน้อยลงในการหาความสุขทางด้านจิตใจ ความเครียดจะเข้ามาแทนที่ แล้วสิ่งที่คุณทำไปถ้าคุณคิดว่าคุ้มค่าก็ทำไปเถิด แต่ส่วนใหญ่เวลาทำงานหนักมากๆ ทำงานเยอะๆ สภาพจิตใจก็จะแย่ลง แล้วคุณก็จะโหยหากับความสุขทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็จะพบว่ามันไม่สามารถเป็นไปได้เพราะมันขัดแย้งกับเวลาที่คุณสูญเสียไป

ความสุขในมิติทางด้าน การตอบสนองในสิ่งที่ขาด
อันนี้เป็นความสุขที่เกิดจากความขาดแคลนในวัยเยาว์ที่ฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก เพราะคนเรามีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เมื่อมีอำนาจทางด้านการเงิน หรือ มีความพร้อมทางด้านใดๆแล้ว สิ่งที่จะแสดงออกในการสร้างความสุขให้กับตนเองคือ การตอบสนองในสิ่งที่ขาดไปในจิตใต้สำนึก เช่น บางคนมีอาหารกินมื้ออดมื้อ ก็จะหาอาหารรับประทานที่ดีราคาแพงเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง หรือบางคนไม่มีของเล่นในวัยเด็กก็จะพยายามหาของเล่นที่ตนอยากเล่นมาให้ลูกๆเล่น และอย่ากระนั้นเลยก็จะเล่นของเล่นลูกไปด้วยเลยเพื่อตอบสนองจิตใต้สำนึกเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวเพียงเล็กน้อยกับงานที่ทำในองค์กร หากจิตใต้สำนึก ของคนๆนั้นมีความเกี่ยวพันกับคนอื่นๆในองค์กร หรือ ส่งผลต่อการทำงาน เช่น ตอนวัยรุ่นไม่ได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม เวลาทำงานมีหน้าที่การงานดีขึ้นเป็นหัวหน้างานขึ้นมา เมื่อเพศตรงข้ามเข้ามาในเชิงให้ความสนใจ อาจจะทำให้พฤติกรรมที่ซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกแสดงอาการออกมาได้ ทั้งนี้ไว้เอาไปคุยในเรื่องเพศในองค์กรอีกทีหนึ่ง...

ความสุขในมิติทางด้าน จิตใจและความรู้สึก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายๆคนต้องการ บางคนสามารถทำงานไปและมีความสุขไป แต่บางคนไม่สามารถ สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก เวลา ซึ่งเราจะพบว่า เมื่อคุณทำงาน คุณก็จะหวังให้หน้าที่การงานใหญ่โตขึ้น เพื่อคุณจะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น หรือ คุณได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น หรือแม้นแต่คุณได้อำนาจมากขึ้น มีคนเคารพนับหน้าถือตามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่คุณต้องการในที่ทำงานนั้น ต้องแลกมากับเวลาและความทุ่มเทที่เสียไป เมื่อคุณให้เวลา และ ความทุ่มเทกับเรื่องงาน คุณก็เท่ากับดึงเอาเวลาและชีวิตครอบครัวของคุณไปกับการกระทำของคุณด้วย แล้ว ความสุขของคุณจะได้มาได้อย่างไร

บางคนสมถะในการทำงานอยากทำงานเท่าที่รับผิดชอง เจ้านายก็ไม่พอใจเพราะไม่ทุ่มเทให้กับบริษัทฯ อาจจะแป๊กได้ หรือ อาจจะบีบให้ออกเพราะว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ดีขึ้นเลย

ความต้องการขององค์กรที่มีต่อพนักงานของเขานั้น มีมาก โดยเฉพาะเจ้านายที่เป็นเจ้าของบริษัทฯ หรือ เจ้านายที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทฯ ทั้งนี้ หากคุณไม่สามารถทำใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งๆได้จริง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็ไม่สามารถสร้างความสุขจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการดำเนินชีวิตได้


อยากมีธุรกิจของตนเอง

ความหวังของคนทั่วไปมักต้องการมีธุรกิจของตนเอง แต่พบว่า ความต้องการเหล่านี้มีความขัดแย้งกับการทำงานในองค์กรอยู่มาก องค์กรส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะได้งานจากพนักงานของเขาเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเป็นองค์กรทางตะวันตกด้วยแล้ว เขาแทบจะต้องการเวลาของเราทัง้หมดเลยทีเดียว แต่การจะทำธุรกิจของตนเองก็ต้องมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับธุรกิจของตนเองด้วย ทั้งนี้ความขัดแย้งทางด้านเวลาจึงเกิดขึ้น แล้วทีนี้ คุณจะให้เวลากับธุรกิจของตนเอง หรือ องค์กร นั่นเป็นสิทธิของคุณ

--------------------------------------------------------------------------------

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะชี้ให้เห็นว่า มีความขัดแย้งทางด้านการทำงาน และความต้องการของพนักงานอยู่เสมอๆ แต่โดยทั่วไป จะเห็นแต่คนทำงานให้องค์กรโดยละทิ้งความต้องการของตนเพื่อแลกกับรายได้เพื่อประทังชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า การดำรงชีวิตให้สามารถอยู่รอดได้นั้นมันสำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้อย่าทิ้งความฝันของคุณไป

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อยู่ในวงจรเหล่านี้ ถ้าคุณต้องการมีชีวิตตามรูปแบบที่คุณต้องการ ทำไมคุณไม่ใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้ ออกแบบชีวิตของตนเอง ใช้ชีวิตของตนเองให้เหมาะกับความต้องการ ซึ่งถ้าคุณไม่จำเป็นต้องหาเงินเพื่อประทังชีวิต ผมอยากแนะนำว่า อย่าขายเวลาความสุขของชีวิตเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยที่เขาให้ครับ เพราะถ้าคุณทำเช่นนั้น เวลาแห่งความสุขของคุณก็จะเหลือน้อยลง หรือ อาจจะไม่มีเวลาสำหรับความสุขส่วนตนได้เลยครับ

--------------------------------------------------------------------------------
สรุปบทความ...

ในฐานะลูกจ้าง :- ความฝันของคุณก่อนการทำงาน และ ระหว่างการทำงานนั้นจะแตกต่างกัน การออกแบบชีวิตของตนเองว่า ต้องการอะไรจริงๆนั้น ถ้าสามารถออกแบบได้ก่อนการเข้าทำงาน คุณจะมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่มุ่งไปยังเป้าหมายของคุณโดยตรง แต่ถ้าคุณเริ่มเข้าทำงานในองค์กร องค์กรจะเปลี่ยนแนวคิดของคุณให้เบี่ยงเบนไป จนคุณอาจจะมองชีวิตของคุณอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมายความต้องการของคุณ

ในฐานะองค์กร :- เมื่อได้คนเข้าทำงานแล้ว องค์กรต้องสร้างฝันให้กับคนทำงาน เพื่อให้เขามุ่งไปยังฝันที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับเขา ถ้าความฝันนั้นสามารถทำให้เขาได้เป็นจริง ก็จะเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรสร้างฝันที่ไม่สามารถเป็นจริง หรือ หรอกให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียคนเก่งๆ ที่มีความสามารถไป

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีการทำให้เงิน 30,000 เพิ่มเป็น 1 ล้าน ภายในเวลา 1 ปี

วิธีทำ

1) เอาเงิน 30000 บาทไปซื้อที่ดินเปล่า 1 ไร่

2) ขุดดินในพื้นที่ 1 ไร่นั้นเอาไปขาย โดยขุดลึก 5 เมตร โดยดำเนินการจ้างผู้รับเหมาวิ่งดินเข้ามาลงรถขุดและวิ่งส่งดินไปถม เราเป็นเจ้าของบ่อขายดินอย่างเดียว

คิดปริมาณดินที่พื้นที่ 1 ไร่มี = 1600 ตรม x ลึก 5 ม. = 8000 ลบม
(ปริมาณดินนี้ประเมินคร่าว ๆ ซึ่งความจริงจะได้น้อยกว่านี้เล็กน้อย เพราะต้องขุดตี slope ขอบบ่อให้เอียงไม่เช่นนั้นบ่อจะถล่ม)

3) รถสิบล้อมีปริมาตรบรรทุกดิน กว้าง x ยาว x สูง = 3 x 6 x 2 = 36 ลบม เราขายดินคันละ 300 บาท

4) เราจะขายดินได้ = (8000/36) x 300 = 66667 บาท คิดเป็นเลขกลม ๆ 60000 บาท เพราะชดเชย 6667 หายไปตรงดินที่ขุดไม่ได้ตรงบริเวณพื้นที่ขอบในข้อ 2)

5) คิดระยะเวลาขุดดิน 1 ไร่ ใช้เวลา 1 อาทิตย์ ดังนั้น 1 อาทิตย์ จ่ายไป 30000 จะได้เงินกลับมา 60000 บาท

6) ย้อนกลับไปทำข้อ 1) ใหม่ เอาเงิน 60000 บาท ซื้อที่ 2 ไร่และขายดิน

ซื้อครั้งที่ 1 จำนวน 1 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 60000

ซื้อครั้งที่ 2 จำนวน 2 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 120000

ซื้อครั้งที่ 3 จำนวน 4 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 240000

ซื้อครั้งที่ 4 จำนวน 8 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 480000

ซื้อครั้งที่ 5 จำนวน 16 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 960000

ซื้อครั้งที่ 6 จำนวน 32 ไร่ ขุดดินขาย ได้เงินกลับมา 1920000

จำนวนไร่ทั้งหมดที่ซื้อ = 1+2+4+8+16+32 = 63 ไร่
ถ้าผู้รับเหมามีรถขุด 1 คัน ขุดได้อาทิตย์ละ 1 ไร่ (ซึ่งนับว่าช้ามาก) จะใช้เวลา 63/4 ประมาณ 16 เดือน

สรุป เริ่มต้นใช้เงิน 30000 บาท ใช้เวลา 16 เดือน ได้เงินกลับมา 1.92 ล้าน กับที่ดินเปล่า 63 ไร่ที่เป็นบ่อ ซึ่งสามารถต่อยอดโดยการทำบ่อนั้นเป็นบึงตกปลาหรือสร้างรีสอร์ทได้

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความเปลี่ยนแปลงทางอินเตอร์เน็นในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า อินเทอร์เน็ตจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งจนเขย่าโลกธุรกิจอย่างถึงแก่น ขณะนี้ในแต่ละวัน มีคนเข้าร่วมกับเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นกว่า 70,000 คนทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ภายในปี 2011 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3 พันล้านคน

นั่นจะนับเป็นครั้งแรกที่แรงงานทั่วโลกจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้ง 3 พันล้านคนจะสามารถสื่อสาร ร่วมมือและเชื่อมโยงกับพลเมืองอื่นๆ ที่ชอบในสิ่งที่คล้ายๆ กันในประชาคมอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือ "ผู้รักษาประตู"

แต่นั่นอาจไม่ได้หมายถึงงานปาร์ตี้ใหญ่อันแสนสุข หากแต่จะมีอุปสรรคใหม่ๆ ความวิตกกังวลและปัญหาใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงให้เราต้องจัดการ

พลังใหม่ของผู้บริโภค
Tom Hayes ผู้แต่งเป็นผู้คร่ำหวอดในชุมชนไฮเทค Silicon Valley และเป็นผู้บริหารบริษัทหลายแห่ง Hewlett-Packard, Applied Materials, AMD และ Enea ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา Jump Point: How Network Culture Is Revolutionizing Business นี้ Hayes ได้วิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มทางการตลาดหลายอย่าง ที่จะเกิดขึ้นในโลกใบใหม่ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วย อินเทอร์เน็ตซึ่งอาจไม่หอมหวานสำหรับนักการตลาดเสมอไป มุมมองใหม่ของ Hayes ท้าทายความคิดเก่าๆ และขัดแย้งกับโมเดลธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่จะช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจแนวโน้มการตลาดใหม่ๆ เหล่านั้น รวมไปถึงเข้าใจว่าจะอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างไร

Hayes คาดว่า ในอนาคตจะเกิดประชาคมใหม่ๆ ของผู้บริโภค ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบบงการและควบคุม (command-and-control) ล่มสลาย เพราะสมดุลแห่งอำนาจจะเปลี่ยนมือไปสู่การรวมกลุ่มของผู้บริโภคใหม่ๆ ที่มีความคิดเห็นเป็นตัวของตัวเอง

ทุกวันนี้ บริษัทเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเองและแนะนำผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปยังคนอื่นๆ โดยผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีการสร้างเพื่อนใหม่ๆ ของผู้บริโภคด้วย ทำให้เกิดกลุ่มผู้บริโภคที่มีความชอบเหมือนๆ กันจนกลายเป็นชุมชนออนไลน์ เหมือนๆ กับชุมชนที่เรามีในชีวิตจริง

โดยพื้นฐานแล้ว คนเรามีความต้องการที่จะรวมกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าอยู่แล้ว แต่ Hayes ชี้ว่า ความต้องการเหล่านั้นถูกจำกัดเอาไว้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การขาดการติดต่อไปมาหาสู่กัน ความแตกต่างทางภาษา ความจำกัดของทรัพยากร และการมีทางเลือกที่จำกัด แต่ อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทลดความจำกัดเหล่านั้นไปมากแล้ว และผู้แต่งคาดว่าอินเทอร์เน็ตจะสามารถกำจัดอุปสรรคที่เหลืออยู่ให้หมดไปในไม่ช้านี้ Hayes คาดว่าในอนาคตอันใกล้ กลุ่มสังคมบนอินเทอร์เน็ตที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน จะกลายเป็นกลุ่มสังคมที่มีอิทธิพลในเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว และจะส่งผลเปลี่ยนวิธีคิดของเราเกี่ยวกับตลาด แฟชั่น ความเคลื่อนไหวทางสังคม ไปจนกระทั่งถึงวิธีคิดเกี่ยวกับอำนาจด้วย

แต่นี่อาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับธุรกิจเสมอไป แม้ว่าขนาดที่ใหญ่ขึ้นของชุมชนออนไลน์จะยิ่งทำให้เครือข่ายชุมชนบนอินเทอร์เน็ต ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นสำหรับธุรกิจ แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คุณค่าของเครือข่ายชุมชนออนไลน์จะเพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อชุมชนนั้นมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชุมชนออนไลน์ที่มีความใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช่สำหรับนักการตลาด ซึ่งจะไม่สามารถเข้าถึงชุมชนเหล่านั้นได้อย่างไม่จำกัดเว้นไว้ แต่จะได้รับเชิญเท่านั้น

ความไว้วางใจคือสกุลเงินใหม่
ภายในชุมชนใหม่บนโลกอินเทอร์เน็ตนี้ ข่าวสารจะส่งถึงกันแบบปากต่อปาก ไม่ใช่ผ่านการโฆษณา Hayes ชี้ว่า และนี่ก็คือปัญหาท้าทายอย่างใหญ่หลวงของวิธีการตลาดแบบดั้งเดิม และเตือนให้นักการตลาดระวังว่า ไม่มีอะไรจะเลวร้ายยิ่งไปกว่าการคิดจะควบคุมชุมชนใหม่อันทรงพลังเหล่านี้ด้วยอินเทอร์เน็ต อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดชุมชนใหม่นั้นเอง

Hayes ทำนายว่า ความไว้วางใจจะกลายเป็น "เงินสกุลใหม่" ที่มีค่ามากที่สุดในโลกใบใหม่ ลูกค้าทุกวันนี้ต้องการสิ่งที่ไว้ใจได้ ไม่มีข้อสงสัย ไม่ซับซ้อนหรือผ่านการตัดสินใจหลายซับหลายซ้อน และต้องการได้รับรู้เบื้องหลังหรือมีส่วนร่วม ดังนั้นการควบคุมที่น้อยลงจึงหมายถึงความไว้ใจที่มากขึ้น พร้อมกับเตือนธุรกิจว่า บริษัทที่พยายามจะควบคุมบงการข้อมูล เพราะคิดว่าจะสามารถสร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นได้ กำลังเสี่ยงต่อการล่มสลาย การพยายามจะทำให้ดูเหมือนว่าได้รับความสนับสนุนจากระดับรากหญ้า ด้วยวิธีการที่หมกเม็ดที่เรียกว่า astroturfing นั้น เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ และจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์อย่างที่สุด เพราะนั่นคือการละเมิดหลักการและทำลายจิตวิญญาณของการสื่อสารแบบ peer-to-peer

END.

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีเอาตัวรอดของธุรกิจเมื่อเกิดวิกฤต

[บทความ]โดย ก้องเกียรติ

สมัยก่อน ผมมักติดตามเจ้านายเก่า เข้ารับการอบรมต่างๆ เพื่อที่จะหาความคิดใหม่ มาทำให้บริษัทของเราอยู่รอดให้ได้ ก็เลยมีโอกาสได้พบกับเจ้าของธุรกิจหลายสิบธุรกิจ จึงพลอยทำให้ผมรับรู้เรื่องราวการเอาตัวรอดของธุรกิจขนาดเล็กมาพอสมควร และเมื่อประมาณ สองเดือนที่ผ่านมา ผมได้พบเจ้าของธุรกิจท่านหนึ่งที่รู้จักกันดี โดยบังเอิญ เนื่องจากเขามาใช้บริการของบริษัทที่ผมทำอยู่ ผมเลยทักทายกัน และนั่งดื่มกาแฟ สอบถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน และในครั้งนั้นผมจึงได้สอบถามท่านว่าเขาทำได้อย่างไร ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ตั้งแต่ ปี 2540 จวบจนถึง ปัจจุบันทั้งๆที่บริษัทของเขาเป็นบริษัทที่ขาดทุนทุกเดือนในช่วงที่เรารู้จักกันใหม่ๆ


ประโยคแรกที่เสี่ยพูดออกมาก็คือ ธุรกิจ จริงๆ มีสิ่งที่สำคัญ ไม่กี่อย่างหรอก สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่มองว่า สำคัญ คือ เงินสด พนักงานและ ลูกค้า


เงินสด เปรียบเหมือนเส้นเลือดของธุรกิจ ถ้าขาด เราก็จะตายทันที ถ้าเราเข้าใจที่มาของเงินสด เราจะรู้ว่า เครดิต คือที่มาของเงินสดที่สำคัญอย่างหนึ่ง ดังนั้น การรักษาเครดิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาเท่าชีวิต


พนักงาน โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นทุนธุรกิจวัตถุดิบ ต้นทุนเงิน ต้นทุนสินค้า ของธุรกิจขนาดเล็กนั้น มักจะสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ที่ทำให้ต้นทุนรวมของธุรกิจขนาดเล็กต่ำกว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ หลักๆ มาจากความสามารถของคน เพราะคน ทำให้ Defect ลดลง , เพราะคนหากประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆก็ลดลง และก็เพราะคน หากทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะลดต้นทุนรวมลงได้


ลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะสร้างรายได้ ขอเพียงเราพูดคุยกับลูกค้ามาก บริการอย่างเข้าถึง แล้วเราก็ serve ความต้องการของเขาได้ทัน เราก็จะได้ลูกค้าที่จงรักภักดีต่อเราได้ ซึ่งลูกค้านั้น เป็นที่มาของ นวัตกรรม เป็นที่มาของการลดต้นทุน เป็นที่มาของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ แต่ต้องไม่ลืมค้นหาลูกค้าใหม่ๆด้วย เพื่อขยายฐานรายได้ของเรา หรือ ใช้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ได้


พอพูดหลักการเสร็จ เสี่ยก็เงียบไปสักพัก เหมือนนั่งระลึกถึงความหลัง เสี่ยเล่าว่า หลังจากรัฐบาลปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว บริษัทก็มีหนี้เพิ่มขึ้นจาก 350 ล้าน เป็น 700 ล้านบาท ทันที Supplier ต่างก็เร่งเก็บเงินสดตอนนั้นก็มีหนี้การค้าประมาณ 100 กว่าล้านบาท ซึ่งตอนนั้นเสี่ยบอกได้เลยว่า เขาไม่มีเงินจ่าย จึงนัดประชุมกับ Supplier ทีละราย เพื่อขอผ่อนผัน ทยอยจ่ายค่าสินค้า แต่ขอให้ส่งวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลของการตกลงกัน คือหนี้เก่า ให้ทยอยชำระ ส่วนสินค้าใหม่ บางรายก็ให้ credit 15 วัน บางรายก็ให้จ่ายเงินสด แล้วเสี่ยได้ให้สัญญาว่าจะทยอยจ่ายหนี้เก่าเป็นรายเดือน


และที่สร้างปัญหาให้กับเสี่ยเป็นอย่างมาก คือ Supplier ที่ให้จ่ายเป็นเงินสดสำหรับ ค่าสินค้า lot ใหม่ ซึ่งในบางครั้งทำอย่างไรก็ไม่มีเงินสดมาซื้อ ซึ่งในที่ประชุมก็มีความโกรธเคือง supplier มาก จนบางคนถึงกับ บอกว่า ไม่ต้องไปจ่ายหนี้เก่า ถ้าหากมันไม่ส่งของให้เรา ซึ่งเสี่ยเขาไม่ทำแบบนั้น แม้เขาไม่ให้ credit เรา แต่เราก็ต้องจ่าย supplier ซึ่งบางเดือนก็มีเงินไม่พอจ่ายตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนจะถึงวันกำหนดชำระ เสี่ยจะขับรถไปขอโทษ supplier ล่วงหน้า ซึ่งคติของเสี่ย คือ มีเงินน้อย ก็จ่ายน้อย แต่ก็ต้องจ่าย เราต้องแสดงความจริงใจต่อ supplier ของเรา



ซึ่งตอนนั้นเงินสดไม่มีเลย ขนาดเงินเดือนพนักงานก็ไม่มีจ่าย ซึ่งผมถามเสี่ยว่า สิ่งสำคัญของเสี่ย มี 3 อย่าง คือ เงินสด พนักงาน และลูกค้า เมื่อพบสถานการณ์นี้ เสี่ยเลือกเงินสด หรือ พนักงาน ซึ่งเสี่ยตอบว่า เงินสดนั้นสำคัญกว่า พนักงานในระยะสั้น แต่พนักงานสำคัญกว่า เงินสด ในระยะยาว ดังนั้นเพื่อที่จะเพิ่มกระแสเงินสด มาตรการต่างๆนจึงออกมามากมายเช่น

o ลดเงินเดือนผู้บริหาร ต่อมาก็ค้างเงินเดือนผู้บริหาร เป็นปี

o ไม่ลดค่าแรงพนักงาน แต่ไม่มีโอที 1.5 เท่า มีแต่โอที 1 เท่า และส่วนโอทีขอติดไว้ก่อน แต่ก็ไม่เพียงพอ จนต้องติดพนักงาน ครึ่งนึง แต่บริษัทจัดหา ข้าวปลา อาหาร ให้กินแทนการขอติดค่าแรงครึ่งนึง ซึ่งทำให้พนักงานลาออกกันไปว่า 70%

o ขายทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น

o ขายขยะ เช่น กล่องกระดาษ เศษเหล็ก ซึ่งสร้างเม็ดเงินได้เป็นแสนเลย

o เปลี่ยนเวลาทำงานให้ใช้ไฟช่วง off peak ทำให้ลดค่าไฟลงได้เดือนละหลายแสนบาท

o อุปกรณ์ เครื่องจักร อะไรก็ตาม ซ่อมได้ต้องซ่อม

o ปรับกระบวนการทุกอย่างให้สั้นลง ปรับ batch size ต่างๆให้เล็กลง เพื่อที่จะผลิตสินค้าได้เร็วขึ้น และแปรเป็นเงินสดได้เร็วขึ้น (การปรับ batch size จะมีผลต่อต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น เนื่องจากมี setup cost ที่สูงขึ้น)



แต่เคล็ดลับเพิ่มเงินสดของเสี่ยในตอนนั้น คือ การหา supplier วัตถุดิบ รายใหม่ ที่มีอยู่ในตลาดทุกราย แม้จะขายแพง เราก็ต้องซื้อ ซึ่งในครั้งนั้น ผู้จัดการฝ่าย หลายคน คัดค้าน เพราะการเปลี่ยน Supplier จะมีผลต่อสเป็คของสินค้าเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้ามีปัญหาได้ ทำให้คุณภาพสินค้าเปลี่ยนได้ แต่เสี่ยยังยืนกรานที่จะใช้ source ที่หลากหลาย แต่ให้ฝ่าย R&D ทำการ test วัตถุดิบให้สามารถใช้ให้ใกล้เคียงให้มากที่สุด

และจากชื่อเสียงของเสี่ยที่จ่ายหนี้ทุกเดือนติดต่อกันหลายเดือน ก็เลยทำให้มี Supplier รายใหม่ ยอมให้เครดิตเสี่ย 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง หรือ ซื้อเครดิต 1 lot จ่ายสด 1 lot ซึ่งทำให้เราสามารถมีวัตถุดิบเพียงพอที่จะผลิตสินค้าต่อไปได้ และผมได้ถามเสี่ยว่า เสี่ยไม่กลัว supplier รายเก่าโกรธเราที่เราติดต่อรายใหม่เหรอ ? ซึ่งเสี่ยตอบว่า ไม่กลัวเลย เนื่องจาก supplier รายเก่าจะปล่อยให้เรามาก ก็ไม่กล้า แต่ถ้าไม่ยอมให้เราติดต่อรายอื่น เราก็เจ๊ง เขาก็หนี้สูญ หากจะตัดเยื่อใยกันเลย ก็กลัวว่าพอเศรษฐกิจดีขึ้น เราจะไม่ซื้อสินค้าของเขา ดังนั้นช่วงเวลาแบบนั้นไม่ค่อยมีใครคิดมากกันหรอก เพราะทุกคนรู้ดีว่า ต่างก็ดิ้นรนเอาตัวรอดกันทั้งนั้น และเพราะเหตุนี้แหล่ะที่ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า ต้องมี supplier รายใหม่ยอมให้ credit เราแน่นอน เพราะทุกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ต้องหารายได้เพื่อรักษาธุรกิจ หากกลัวเกินไปก็ไม่ต้องขาย ดังนั้นผมจึงต้องรักษาเครดิต และรอเวลาให้ ชื่อเสียงของผมในเรื่องของการรักษาเครดิตไปถึงหูของพวกเขาเท่านั้นเอง



แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมแก้ปัญหาพนักงานลาออก ซึ่งมีวิกฤตก็ดีอย่าง คือ ช่วงนี้เราก็คิด และเล็ง พนักงานชั้นยอดเก็บไว้ และเข้าประกบเพื่อรักษาเขาให้อยู่กับเราให้จงได้ และในบริษัทจึงเหลือแต่พวกนักสู้ ซึ่งจากคนที่ลดลง ผมสามารถปรับเงินให้พวกเขาเพิ่มขึ้น 50% และปรับตำแหน่งให้ เมื่อรักษาพนักงานชั้นยอดไว้ให้ได้ เศรษฐกิจที่ไม่ดี มีคนตกงานกันมากมาย ดังนั้นเราจึงหาแรงงานถูกๆมาเพิ่มใน line ผลิต ได้ไม่ยาก และ ให้กลุ่มพนักงานชั้นยอดเป็นผู้ประกบสอนงาน



ก่อนที่เสี่ยจะเปลี่ยนไปพูดประเด็นใหม่ ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า เสี่ยคิดอย่างไรที่จะทำการปรับเงินเดือนให้พนักงานตั้ง 50% ทั้งๆที่ไม่ ลดเงินเดือน ก็บุญโขแล้ว ซึ่งเสี่ยมองว่า พนักงานชั้นยอดนั้น มีเพียง 10 กว่าคน ซึ่งไม่มาก แต่เราต้องไม่ลืมว่า งานของผมนั้นเป็นงานกึ่งฝีมือ มันมี Art ผสมอยู่ ดังนั้นความรู้เหล่านี้ มันใช้เวลาสะสม และสอนกันไม่ได้ง่ายๆ ความรู้มันอยู่ที่ตัวคน ดังนั้นผมจึงจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อความรู้เหล่านั้นไว้ เพื่อให้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ของผม ซึ่งผมคิดว่าไม่แพง และเป็นช่วงเวลาที่เราจะแสดงการให้เกียรติพนักงานเหล่านี้ด้วย ว่าเราให้ความสำคัญกับเขา และอีกอย่าง ช่วงวิกฤต ผมต้องปลุกใจพวกเขา ให้ทุ่มสุดตัว ดังนั้นพนักงานกลุ่มนี้ ช่วงวิกฤตจึงทำงานได้เท่าๆกับ พนักงานธรรมดาถึง 3-4 คนทีเดียว ดังนั้นการปรับเงินเดือนในกลุ่มนี้จึงคุ้มค่ามาก



และเมื่อจัดการเรื่องเงินสด และ พนักงานเรียบร้อย แล้ว การหาออร์เดอร์ จึงจำเป็นเร่งด่วนอย่างมาก และนี่เป็นจุดพลิกผันของบริษัทของเรา ด้วยความที่ตลาดในประเทศมี demand น้อยลงมากคู่แข่งต่างตัดราคาเพื่อแย่งออร์เดอร์กัน ดังนั้นเราจึงมองหาตลาดใหม่ ซึ่งเป็น ตลาด ตะวันออกกลาง และตลาดแอฟริกา ซึ่งในตอนนั้น ตลาดแอฟริกาบางประเทศยังมีการรบกันเป็นย่อมๆอยู่เลย แต่ด้วยแรงบีบคั้น จากสถานการณ์ ทำให้เราเสาะหาผู้รู้ และผู้นำทางเราเข้าไปเปิดตลาดที่นั้น จนปัจจุบัน เราส่งออกต่างประเทศถึง 90% ซึ่งเดิมทีเราขายในประเทศ 100% ทำให้ยอดขายเราโตปีละ 300% ทุกปีติดต่อกัน 4 ปีแล้ว

แต่ธุรกิจก็คือ ธุรกิจ เมื่อโตเร็วเกินไปก็มีปัญหา ทั้งเรื่องเพิ่มทุน และสร้างคนไม่ทัน แต่ถ้าไม่โตก็แย่ ดังนั้นธุรกิจถ้าไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไปครับ

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Good grow out of baby kids by ABC/123 Toys.

ABC 123 Toys's Customer Review.

What a great little block set! My son, now a year old, received these as a holiday gift, and absolutely adores them. They are much smaller than the originals, but fit in his little hands better, and are easy for him to pick up and carry.
It doesn't bother me that the block letters don't match the subsequent pictures displayed on each cube; I like the freestyle approach. I also don't plan for him to play with these for the rest of his life; I figure by the time he's really learning his letters and sounds he'll have moved on to more challenging toys. So my current expectation for these little blocks is being met.

He loves to stack them (and knock them back down again), clang them together, skip them across the hardwood floors, suck on them (haven't noticed any problem with the wood or paint either), and fill pots and pans with them. He loves to put them in the clear case as well, and to dump them back out again.

Overall, for the ten bucks this is a great basic toy that my son has gotten a lot of mileage from already. I have noticed a big improvement in his gross and fine motor skills already, as he's already stacking them six high and sometimes able to pick up two at a time.

I'd recommend this toy to anyone with a child a year or so and older. I think the 2 year minimum age is a bit old, actually, and have encountered no safety problems whatsoever in giving them to my 1 year old.

By. Emy Wertheim

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

10 วิธีกู้วิกฤตธุรกิจ

Focus ทำเฉพาะสิ่งที่บริษัททำได้ดีที่สุด
การทำธุรกิจหลายประเภทที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูง ในสภาวะปัจจุบันหลายธุรกิจมียอดขายลดลง กำไรน้อยหรือขาดทุนอยู่ นักธุรกิจจึงจำเป็นต้องลดขนาดของธุรกิจและเลือกทำเฉพาะธุรกิจที่บริษัททำได้ดีที่สุด โดยพิจารณาถึงความถนัดความสามารถในการแข่งขัน และแนวโน้มของธุรกิจในอนาคตเป็นหลัก

รักษาลูกค้าให้ดีที่สุด
การมุ่งหาลูกค้าใหม่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงในสภาวะปัจจุบัน การรักษาลูกค้าเดิมโดยการกระตุ้นให้ลูกค้าเดิมใช้สินค้าของเรามากขึ้นเดิมเป็นฐานสามารถทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นนักธุรกิจจึงควรให้ความสนใจ และทำทุกวิธีที่จะรักษาลูกค้าเดิมให้มากที่สุด

มองวิกฤติให้เป็นโอกาส
ในช่วงวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงทฤษฎีวงจรธุรกิจว่ามีขึ้นมีลง การทำธุรกิจต้องระมัดระวังสอนให้เข้าใจถึงคุณค่าของความประหยัดและที่สำคัญสอนให้เรารู้จักมองวิกฤติให้เป็นโอกาส การมองวิกฤติให้เป็นโอกาส คือการมองหาข้อดีในปัญหาที่เกิดขึ้น และใช้ข้อดีนั้นมาช่วยสร้างโอกาสของธุรกิจอีกครั้ง เช่น ค่าเงินลดลงธุรกิจส่งออกย่อมดีกว่าธุรกิจนำเข้า หรือธุรกิจไม่ดีคู่แข่งจะอ่อนแอโอกาสขยายกิจการส่วนแบ่งทางการตลาดจะทำได้ง่ายขึ้น

ลดขนาดของการลงทุนให้เหมาะสม
ปัญหาเศรษกิจมีผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงขนาดของตลาดจึงลดลงการทำธุรกิจต้องคำนึงถึงขนาดของตลาดที่ลดลงด้วย การลงทุนและการประกอบธุรกิจต้องลดลงให้เหมาะสมกับสภาพตลาด แต่ที่สำคัญนักธุรกิจจะต้องคำนึงความสามารถของการแข่งขันและต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นหลัก

เก็บสต็อกสินค้าให้น้อยลง
การบริหารการผลิตและการจัดเก็บสินค้ามีผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ การเก็บสต็อกสินค้าที่เหมาะสมให้เพียงพอกับยอดขายเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาสำหรับสินค้าที่ขายดี ส่วนสินค้าที่มีการระบายช้าควรเปลี่ยนสต็อกให้เป็นเงินสด และเก็บสต็อกให้น้อยผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อจะดีกว่า

ลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด
การประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจในยุคที่ยอดขายธุรกิจลดลง แต่ต้นทุนของธุรกิจ(ดอกเบี้ย) สูงขึ้น การประหยัดและลดค่าใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงานควรร่วมมือร่วมใจดำเนินการแต่ต้องไม่กระทบต่อคุณภาพของสินค้า หรือบริการและความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด

เลือกผลิตสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
ในสภาวะปัจจุบันแม้ขนาดขนาดของตลาดจะเล็กลง แต่การแข่งขันทางการตลาดก็มิได้ลดลง เพราะทุกธุรกิจต้องพยายามแย่งกำลังซื้อที่เหลืออยู่ของตลาด การเลือกผลิตหรือขายสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน จะช่วยให้ธุรกิจมีคู่แข่งน้อยลง สินค้ามีจุดเด่น และช่วยลดค่าใช้จ่ายของการตลาดได้

ระบบการเงิน เน้นเงินสดมากกว่ากำไร
ธุรกิจปัจจุบันขาดสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น การเน้นขายเงินสด แม้กำไรน้อย อาจมีความสำคัญมากกว่าการขายสินค้ากำไรสูงแต่เก็บเงินได้ช้า

มุ่งพัฒนาบุคลากรเตรียมพร้อมเพื่ออนาคต
แม้ธุรกิจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ก็มิได้หมายความว่าธุรกิจจะไม่มีขาขึ้น ในสภาวะเช่นนี้จึงเป็นเวลาที่นักธุรกิจมีโอกาสคัดเลือกพนักงานที่ดี และมีการพัฒนาบุคลากรที่ดีจะสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันได้

ในสภาวะปัจจุบันทุกธุรกิจมีเป้าหมาย
เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เป็นหลักซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น แต่นักธุรกิจต้องศึกษาแนวโน้มของตลาดในอนาคต และสร้างเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจให้เหมาะสม ก่อนแล้วจึงกำหนดเป้าหมายระยะสั้น สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางหรือคนจน

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางหรือคนจน ความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

ข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ "ซุบซิบนินทา" เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่ม ักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง น ี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถ สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผ ันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง "บ้าบิ่น" เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน น ิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อย บอกหรือรู้กัน ยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์ส ินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภ าพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเ สียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขา จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวก และสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จิตแห่งวิทยาการ-กุญแจแห่งความสำเร็จ

“หากคิดจะเป็นมืออาชีพในโลกแห่งการทำงาน ความสามารถในการคิดได้อย่างอิสระนั้นสำคัญยิ่งกว่าทักษะทางด้านวิชาชีพ”

เป็นคำกล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำงานของ Jeff Schmidt ในหนังสือเรื่อง Disciplined Minds: A Critical Look at Salaried Professionals and the Soul-Battering System That Shape Their Lives ซึ่ง Schmidt มองว่าในโลกของภาคธุรกิจ บริษัทชั้นนำต่างๆ ล้วนต้องการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะวิชาชีพต่างๆ เช่น ทนายความ นักบัญชีฯลฯ

แต่สิ่งที่บริษัทต่างๆ ต้องการนอกเหนือไปกว่านั้นก็คือ…ทนายความ นักบัญชี หรือนักวิชาชีพใดก็ตาม ที่สามารถคิดเป็นทำเป็น ประมวลข้อมูลและองค์ความรู้ที่มีทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่ต้องรอการชี้นำหรือรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Schmidt สอดคล้องแนวคิด จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) ของ Howard Gardner ในหนังสือ “Five Minds for the Future” ที่ระบุถึงปัจจัยหรือคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ ที่มนุษย์จำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบไปด้วย จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) จิตแห่งการสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) จิตแห่งการสร้างสรรค์ (Creating Mind) จิตแห่งความเคารพ (Respectful Mind) และจิตแห่งคุณธรรม (Ethical Mind)

“จิตแห่งวิทยาการ” เป็นแนวคิดใหม่ด้านการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด (Ability to Think) ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นการท่องจำตามหลักวิชาการด้านต่างๆ โดยปราศจากการคิดประยุกต์พลิกแพลง ซึ่ง Gardner ได้ตีความหมายของจิตแห่งวิทยาการในสองนัย กล่าวคือ

นัยแรก : จิตแห่งวิทยาการ หมายถึง ความรู้ความชำนาญในศาสตร์วิทยาการ ในแบบการมองภาพรวม โดยเข้าใจและประยุกต์ใช้วิทยาการแขนงต่างๆ (Multi disciplinary) เพื่อตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้

ในมุมนี้มองว่าระบบการศึกษาที่เน้นในด้านเนื้อหาวิชาการ (Subjects Matter) อาจสามารถสร้างเด็กให้เรียนเก่งหรือสอบได้คะแนนดี แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเด็กเหล่านี้จะประสพความสำเร็จหรือก้าวหน้าในชีวิตการทำงานได้ แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีชุดความรู้ใดหรือสาขาวิชาใดที่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด (One Size Fit All) ดังนั้นการมีความรู้ความสามารถที่รอบด้านจะช่วยให้เราคิดเป็น ทำเป็น มองภาพปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในที่สุด

นอกจากนี้นักวิชาการด้านการศึกษาอีกหลายท่าน อาทิ Rawson, D. (1994); McMichael, P. and Gilloran, A. (1984) ยังเชื่อว่าแนวคิด Disciplined Mind จะช่วยให้เกิด การทำงานข้ามสายงาน (Multidisciplinary Teamwork) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจิตแห่งวิทยาการจะช่วยให้คนที่ทำงานต่างสายงานสามารถพูดภาษาเดียวกัน และเข้าใจในเรื่องเดียวกันได้มากยิ่งขึ้น

นัยที่สอง : จิตแห่งวิทยาการ หมายถึง ความสามารถเชิงพฤติกรรมในการแสวงหา พัฒนาความรู้และทักษะอย่างไม่มีวันสิ้นสุด หรือที่ Gardner บรรยายว่า “Unending Training To Perfect A Skill”

ในมุมมองนี้ได้ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษา ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องสร้างให้คนเป็นผู้ใฝ่หา การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปตลอดชีวิต (Lifelong Learner) อันจะส่งผลให้องค์กรหรือประเทศชาติกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในกระแสโลกาภิวัตน์ และยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Based Economy)

กล่าวโดยสรุป แนวคิด “จิตแห่งวิทยาการ” ของ Gardner สอนให้รู้จักกระบวนการและทักษะในการคิด ที่ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบขององค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้นจิตแห่งวิทยาการจึงเป็นเสมือนรากฐานสำคัญที่ทำให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) โดยนำกรอบความรู้ของศาสตร์อื่นๆ มาประยุกต์ใช้ และสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้และภาพรวมของปัญหา (Big Picture) จนทำให้สามารถประยุกต์ใช้หรือสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้
นอกจากนี้จิตแห่งวิทยาการยังช่วยให้คนมีความสามารถในการปรับตัว รู้จักต่อยอดความรู้และความคิดใหม่ๆ เป็นการพัฒนาตนเองให้เกิดความก้าวหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับในเมืองไทยนั้น “สำนักงาน ก.พ.” ซึ่งรับผิดชอบการบริหารและพัฒนากำลังคนในภาครัฐได้ให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังแนวคิดเรื่อง “จิตสาธารณะ” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในกรอบสมรรถนะ (Competency Model) ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่นั้น ให้ความสำคัญต่อ “คุณลักษณะเชิงพฤติกรรม”ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานให้สำเร็จ ดังนั้นแนวคิดเรื่องจิตสาธารณะจึงเป็นเป้าหมายที่ “โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์” นำมาส่งเสริมเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของคนในราชการและประเทศชาติโดยรวม

เพราะจิตแห่งวิทยาการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นแนวทางที่จะยกระดับความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งในแง่ของการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพของสังคมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต

ที่มา thaiseoboard.com

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง

สตีเวน อาร์ โควีย์ ( Stephen R. Covey ) เจ้าของแนวคิด อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง ( The 7 Habits of Highly Effective People ) ชี้ว่า คำว่า “ ผู้นำ ” นั้น เป็นมากกว่าคำเรียกเฉพาะตำแหน่งที่โก้หรู เท่านั้น แต่องค์กรจะประสบผลสำเร็จได้ต้องมีผู้นำในทุกระดับ นั่นคือ พนักงานทุกคนขององค์กรต้องมีความเป็นผู้นำ โดยบ่มเพาะอุปนิสัยทางบวกให้เกิดขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการบรรลุได้
- In The 7 Habits of Highly Effective People, author Stephen R. Covey presents a holistic, integrated, principle-centered approach for solving personal and professional problems. With penetrating insights and pointed anecdotes, Covey reveals a step-by-step pathway for living with fairness,integrity,honesty, and human dignity -- principles that give us the security to adapt to change and the wisdom and power to take advantage of the opportunities that change creates.

อุปนิสัย 7 ประการ มีอะไรบ้าง ?

อุปนิสัยที่ 1
โพรแอกทีฟ ( Proactive ) - หลักการวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล
ต้องเป็นคนที่มีอิสรภาพในการเลือก มีทางเลือกของตนเองบนพื้นฐานค่านิยมที่ถูกต้อง และรับผิดชอบต่อทางเลือกของตนเอง อุปนิสัยที่ 1 จะเป็นพื้นฐานของของอุปนิสัยที่ 2 – 7 ถ้าไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 1 ได้ ก็จะไม่สามารถสร้างอุปนิสัยที่ 2 – 7 ได้

อุปนิสัยที่ 2
เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ - หลักการของการเป็นผู้นำในตนเอง
หลังจากที่เรามีทางเลือกของเราเอง เราต้องสร้างภาพในใจขึ้นมาก่อน เหมือนแผนที่นำทางว่าอยากเห็นตนเองเป็นอย่างไร อยากเห็นผลงานเป็นอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มลงมือปฏิบัติ

อุปนิสัยที่ 3
ทำสิ่งที่สำคัญก่อน - หลักการบริหารส่วนบุคคล
ขั้นนี้เป็นการเริ่มลงมือปฏิบัติโดยเริ่มต้นจากเรื่องที่สำคัญก่อน จงยึดหลักว่า “ ชีวิตนั้นสั้น ดังนั้นจึงควรทำสิ่งที่สำคัญในชีวิตก่อน ” เราจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีการบริหารเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ต้องทำคือเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หากทำได้ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้

อุปนิสัยที่ 4
คิดแบบชนะ – ชนะ
มีแนวคิดว่า ถ้าครอบครัวได้ เราก็ได้ด้วย ถ้าองค์กรได้ เราก็ได้ด้วย แนวคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความร่วมมือกัน หากเป็นตรงกันข้ามกับความคิดแบบตนเองชนะ คนอื่นแพ้ ก็จะเกิดการแข่งขันกัน

อุปนิสัยที่ 5
เข้าใจผู้อื่นก่อนก่อนให้ผู้อื่นเข้าใจเรา - หลักการผู้นำระหว่างบุคคล
ถ้าไม่คิดแบบชนะ – ชนะ คนเราจะไม่ยอมเข้าใจคนอื่นก่อน การจะเข้าใจคนอื่นก่อนได้ ต้องฟังให้มาก ๆ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจผู้ที่เราฟัง แต่ถ้าไม่ฟังและพูดอย่างเดียว ก็จะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจเขาแล้ว เขาจะเข้าใจเราเช่นกัน

อุปนิสัยที่ 6
ผนึกพลังประสานความต่าง - หลักการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์
เมื่อเข้าใจผู้อื่นแล้วจะเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล แล้วจะให้คุณค่าในความแตกต่าง เหล่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการใช้ความแตกต่างนั้นมาผนึกพลัง ประสานความต่างได้ เมื่อเกิดความร่วมมือกัน ( Synergy ) เมื่อนั้นเราจะมีชัยชนะ หากเราสามารถพึ่งพากันได้ 2
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

อุปนิสัยที่ 7
ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ - หลักการเติมพลังชีวิตให้สมดุล
ชีวิตประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านสติปัญญา ด้านสังคม – อารมณ์ และด้านจิตวิญญาณเมื่อตนเองมีประสิทธิผลสูงแล้ว จะโยงมาถึงอุปนิสัยที่ 8 ที่จะมุ่งให้ฟังเสียงของตนเอง เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตนเองและเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม เขาจะค้นพบเหมือนที่เราค้นพบและจะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ ( The 8 th. Habit : From Effective to Greatness )

จะประยุกต์ใช้อุปนิสัยทั้ง 7 ได้อย่างไร ?
ปัญหาที่สำคัญของพนักงานองค์กรก็คือ พนักงานมักไม่รู้เป้าหมายขององค์กร ไม่รู้ว่าองค์กรกำลัง
จะไปทิศทางไหน อย่างไร ซึ่งทำให้ไม่เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ประกอบด้วย ปัจจัย 4 ด้าน คือร่างกาย ( Body ) จิตใจ ( Heart ) สติปัญญา ( Mind ) และจิตวิญญาณ ( Spirit ) หากขยายความของทั้ง 4 ปัจจัย ร่างกายจะหมายความรวมถึง ภาวะเศรษฐกิจ การดำรงชีพให้อยู่รอด ( To Live ) สติปัญญารวมไปถึง สมอง ความคิด ทำอย่างไรจะให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา ( To Learn ) จิตใจจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์และสังคม ( To Love ) และสุดท้ายคือ บุคคลจะดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร จะสร้างตำนานของชีวิตให้กับโลกใบนี้ได้อย่างไร ( To Leave a Legacy )
จากการวิจัย โควีย์ ชี้ให้เห็นว่าความไว้วางใจในองค์กรมักอยู่ในระดับต่ำ เหตุผลที่ความไว้วางใจระหว่างกันและกันอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนสูง เพราะสติปัญญาของคนไม่ได้เรียนรู้ให้มีวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้ยึดถือค่านิยมในการอยู่ร่วมกัน เมื่อไม่เห็นความสำคัญเหล่านี้ ร่างกายจึงไม่ได้ถูกสั่งงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ด้วย จึงไม่มีพลังมากระตุ้นให้ทุ่มเทกายใจที่จะทำงาน สุดท้ายวิญญาณที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจึงไม่มี นี่คือปัจจัยด้านพื้นฐานความต้องการของมนุษย์
ในระดับองค์กรแล้ว สิ่งที่ทำให้พนักงานไม่รู้เป้าหมายที่ชัดเจนขององค์กร และไม่ปฏิบัติตามความต้องการขององค์กร มีสาเหตุตั้งแต่การขาดความชัดเจนของเป้าหมายเอง หรือไม่ได้อธิบายความหมายให้ทุกคนทราบ ทำให้ไม่รู้ว่าวิสัยทัศน์ขององค์กรจะไปทิศทางใด หรือบางคนรู้แต่ก็ไม่มีคำมั่นสัญญาว่าจะทำตามนั้นหรืออาจไม่มีการแปลงไปเป็นแผนปฏิบัติ หรือบางแง่มุม เพราะไม่ได้นำไปผูกโยงกับะบบการจ่ายค่าตอบแทน ไม่มีการผนึกกำลังประสานความต่าง ( Synergy ) ทำให้คนยังมองไม่เห็นวามแตกต่างความสามารถของแต่ละคน หรือเพราะคนไม่มีความรับผิดชอบจึงไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ทำไมพนักงานบางคนจึงอยากจะทำหรือไม่อยากจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร 3


โควีย์ ตั้งคำถาม 4 คำถาม เพื่อวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าว คือ
- ถ้าทำงานอยู่ในองค์กรที่มีการเมืองในองค์กรมาก และระบบการจ่ายค่าตอบแทนไม่ยุติธรรม ได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสมกับองค์กร จะทำอย่างไรถ้าได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เช่น ไม่ได้รับการเคารพ มีวิธีปฏิบัติของหัวหน้าที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายขึ้นอยู่กับอารมณ์ จะทำอย่างไร
- ถ้าได้รับการจ่ายค่าจ้างที่ยุติธรรม ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหัวหน้า แต่ความคิดเห็นที่เสนอไปไม่ได้รับการตอบสนอง จะทำอย่างไร
- ถ้าได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ได้ลาออกจากงานไปเลย หรือ สองทำตามคำสั่งแต่ผูกพยาบาทกับหัวหน้าของตนเอง สาม ทำไปตามกฎระเบียบของบริษัท สี่ รู้สึกอยากทำงานร่วมมือให้กับบริษัท ห้า มีคำมั่นสัญญา ทำงานให้กับองค์กรด้วยความจริงใจ และ หก มีความท้าทาย ตื่นเต้น ที่จะสร้างอะไร ใหม่ ๆ ให้กับองค์กร
- ถ้าได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม ได้รับการปฏิบัติที่ดี ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานที่มีคุณค่า มีความหมายต่อเรา แต่ในที่ทำงานกลับมีแต่การหลอกลวงลูกค้าและคู่ค้าหรือแม้แต่พนักงานคนอื่นจะทำอย่างไร

จากคำถามทั้ง 4 เขาพบว่า พนักงานส่วนใหญ่เลือกตอบ 3 ข้อแรกมากที่สุด คือ ถ้าได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจะเป็นกบฎ หรือลาออกไปเลย ถ้าได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสมแต่ดูแลไม่ดี ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของหัวหน้า ก็จะทำตามสั่ง แต่ผูกพยาบาทไว้ หรือ ทำตามกฎระเบียบเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือความคาดหมาย นี่เป็นเพราะการจัดการของผู้บริหารใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับจากองค์กรเข้ามาจัดการ แต่สำหรับยุค knowledge Worker แล้ว องค์กรต้องการคำตอบว่าพนักงานพร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจให้กับองค์กร หรือมีคำมั่นสัญญาว่าจะทำงานให้เสร็จ หรือ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีและมีความตื่นเต้นกับสิ่งที่ท้าทายตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ภาวะผู้นำจัดการ

ถ้าเราละเลยการดูแลปัจจัยทั้ง 4 ด้านของมนุษย์ เท่ากับว่าเราได้เปลี่ยนพนักงานไปสู่สิ่งไม่มีชีวิต แล้วเราจะจัดการกับสิ่งของในองค์กรอย่างไร ส่วนใหญ่คนเป็นหัวหน้าก็จะเข้าไปดูแลและใช้วิธีกระตุ้นจูงใจด้วย Carrot-and-Stick ทำได้ก็ให้รางวัล ทำไม่ได้ก็ลงโทษ แล้วองค์กรก็มุ่งไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นบทบาทขององค์กรจึงต้อง กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมให้สอดคล้องกัน และองค์กรยังต้องสื่อสารถ่ายทอดให้พนักงานรับรู้ ว่าองค์กรต้องการมุ่งไปทางไหนอย่างแท้จริง จึงจะทำให้พนักงานมีคำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติตาม และจะต้องแปลงไปสู่แผนปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องให้คุณค่าในความแตกต่างของพนักงานแต่ละคน เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการทำงาน และไม่ลืมที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมด้วย ต้องทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำตามนั้นออกมา พนักงานคือผู้มีส่วนในการผลักดันองค์กรอย่างแท้จริง และเขาจะทำได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจ เห็นความสำคัญ และพร้อมที่จะฝึกตนเองให้มีภาวะผู้นำ


บทความจาก : กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักษะในการสังเกตุคนร่วมงานเป็นคนชอบหักหลังหรือไม่

โดยปกติแล้ว คนเราให้ความเชื่อถือกับผู้คนที่ทำงานอยู่ร่วมกันเสมอ ถ้าไม่ออกอาการใดๆ ให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้ว ผู้คนมักจะไม่ระแวงว่าคนที่ทำงานอยู่ด้วยกันนั้นจะหักหลังตนเองได้ หลายคนเชื่อคำบอกกล่าวของคนอื่นโดยไม่คิดว่าจะเป็นการหลอกลวง ด้วยเหตุนี้เอง คนทรยศจึงได้เปรียบคนดีที่ตั้งใจมองคนอื่นแต่ในแง่ดี คนทรยศสร้างความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำอีกให้กับคนที่มองผู้อื่นแต่ในแง่ดี เสมือนคนดีไม่รู้จักเรียนรู้ คนดีไม่เคยจดจำ คนทรยศจำนวนไม่น้อยจึงยังปรากฏให้เห็นในแทบทุกวงการ เราจึงไม่มีทางเลี่ยงที่จะหนีไปให้ไกลจากคนที่มีนิสัยชอบทรยศหักหลังได้ ถ้าโชคดีพบน้อยหน่อยก็ดีไป ดังนั้น ทักษะในการสังเกตว่ากำลังทำงานกับคนชอบหักหลังหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเสียแล้วในวันนี้ เห็นได้จากการที่มีตำราและการวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อถือ และการทรยศหักหลังออกมาให้เห็นอยู่มากมายหลายภาษา

การทรยศหักหลังเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นในระหว่างกัน ถ้าต่างคนต่างเชื่อถือกันอย่างจริงใจแล้วการทรยศหักหลังย่อมไม่เกิดขึ้น คนทรยศไม่พูดความจริงและมักกล่าวถ้อยคำที่เป็นเท็จอยู่เสมอ และด้วยพฤติกรรมโกหกเป็นประจำนี้เอง ที่จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะคนที่มีโอกาสจะหักหลังเราได้ในวันหน้า ใครก็ตามแต่ที่เราทำงานด้วยแล้วเห็นว่าการโกหกในเรื่องเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา และชอบโกหกอยู่เสมอๆ คนคนนั้น มีโอกาสสูงมากที่จะหักหลังเราได้ในวันหน้า ในทางตรงข้าม ถ้าอยากได้รับความเชื่อถือจากคนอื่น เราต้องละเว้นการพูดเท็จ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ตาม การบอกกล่าวสิ่งที่ไม่เป็นจริง แม้จะไม่เกิดโทษใดๆ ขึ้นมา หรือแม้แต่เพียงคิดจะหาทางบอกกล่าวเรื่องที่ไม่จริงให้คนอื่นได้ทราบ ก็มีผลร้ายกับการที่จะได้รับความเชื่อถือแล้ว คนอื่นอาจจะไม่รู้แต่ตัวเราเองนี้แหละที่จะลดความน่าเชื่อถือของตัวเอง

คนชอบทรยศหักหลังเป็นคนที่ไม่รักษาคำพูด ซึ่งเราทราบกันดีว่าคนที่ไม่รักษาคำพูดเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ การที่จะสังเกตว่ากำลังทำงานอยู่กับคนทรยศหรือไม่นั้น ให้ลองมองดูว่าคนคนนั้นให้สัญญาในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน ทำได้ทำไม่ได้ก็สัญญาไว้ก่อน ถ้าเห็นใครให้สัญญาอะไรที่เราดูแล้วเห็นว่าทำไม่ได้แน่ๆ ขอให้พยายามอยู่ห่างๆ ไว้ก่อน ถ้าไม่อยากถูกทรยศในวันหน้า คนที่ตั้งใจทำตามสัญญาที่ให้ไว้จริงๆ นั้น จะไม่เที่ยวไปให้สัญญาในเรื่องที่ทำไม่ได้ คนที่ตั้งใจทำตามสัญญานั้นจะไม่ละเว้นแม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อย โดยใช้การแก้ตัวง่ายๆ ว่าหลงลืม

ถ้าท่านต้องการให้คนอื่นให้ความเชื่อถือท่านจากใจจริง ท่านต้องทำตามที่ท่านพูดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ในทางตรงข้ามถ้าพบใครที่ไม่ทำตามที่พูดไว้ แล้วพอถูกทวงถามว่าทำไมไม่รักษาคำพูด คนคนนั้น กลับตอบกลับมาว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่าคิดไปเป็นเรื่องใหญ่ ขอให้ระวังคนคนนั้นไว้ให้ดี เพราะวันหน้า คนคนนั้นจะหาเรื่องกับท่านจากเรื่องเล็กๆ ที่ท่านละเลย ไม่ได้ทำตามคำพูดที่ให้ไว้ ขอย้ำว่าคนที่ชอบหักหลังคนอื่นนั้น มีสองมาตรฐานเสมอ

คนที่ชอบหักหลังผู้อื่นมักปกปิดข้อมูลข่าวสาร ไม่แบ่งปันสาระใดๆ กับผู้อื่น แต่จะขอมีส่วนรับรู้ข้อมูลของคนอื่นอยู่เป็นนิจ คนพวกนี้จะใช้ข้อมูลที่ตนเองมีอยู่อย่างบิดเบือนความจริง ที่บิดเบือนได้เพราะไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ตนมีอยู่ให้คนอื่นได้ทราบ ในขณะที่จะใช้ข้อมูลที่ได้จากคนอื่นมาใช้โจมตีให้ร้ายกับคนที่ให้ข้อมูลนั้นกับตนเอง ต้องไม่ลืมว่า ผู้คนโดยทั่วไปนั้นมักให้ความเชื่อถือไว้วางใจคนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน มีข้อมูลอะไรก็บอกให้ทราบทั้งหมด และเป็นธรรมดาที่ทำงานไปแล้วก็สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ข้อมูลที่บอกกล่าวให้ทราบจึงมีทั้งที่เป็นผลมาจากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวผสมกันไป คนดีเลยแพ้คนชอบหักหลังในสายตาของคนอื่น เพราะคนชอบหักหลังมีข้อมูลสารพัดมาใช้ว่ากล่าวคนดี แต่คนดีไม่มีอะไรจะไปโต้แย้งกลับได้เลย

ดังนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่พบเห็นใครที่ท่านต้องร่วมงานด้วยแล้วชอบถามสารพัดข้อมูลจากท่าน แต่ไม่เคยบอกกล่าวข้อมูลใดๆ ให้ท่านทราบ ขอให้ระวังไว้ก่อนว่า วันหน้าคนคนนั้นอาจหักหลังท่านได้ง่ายๆ ความเชื่อถือเกิดจากการที่ต่างคนต่างตอบแทนให้กันและกัน บอกฉันมา ฉันก็บอกเธอไป ไม่ใช่เธอบอกมา แต่ฉันงุบงิบอยู่ท่าเดียว

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ คนที่ชอบหักหลังผู้อื่นมักจะไม่รักษาความลับของเราที่เขาได้ทราบ ผู้คนที่ทำงานอยู่ด้วยกันย่อมเป็นธรรมดาที่จะหลุดบอกกล่าวความลับของตนให้ได้ทราบ ถ้าเป็นคนดี ความลับก็ยังคงเป็นความลับต่อไป แต่ถ้าความลับนั้นตกไปอยู่ในมือของคนทรยศเมื่อใด ความลับนั้นจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป และที่แย่กว่านั้นอีก ก็คือ ความลับที่บอกไปนั้นกลับกลายมาเป็นอาวุธสำคัญที่คนทรยศหักหลังจะใช้ให้ร้ายกับตัวเราไปเสียอีก และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนดีแพ้คนทรยศในสายตาของคนอื่นที่อยู่นอกวงออกไป

คนชอบทรยศมีลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก คือ มักเป็นคนที่ไม่ยอมรับผิด ตนเองเริ่มต้นก่อเรื่องก่อนแท้ๆ แต่พอบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ก็โวยวายโทษคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คนอื่นผิดหมด ฉันถูกอยู่คนเดียว และบางครั้ง คนทรยศจะป่าวร้องความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ดูใหญ่โตเกินกว่าที่เป็นจริง ซึ่งบางครั้งกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ผู้คนภายนอกได้มองเห็นความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เห็นภาพลวงตาที่คนทรยศตั้งใจสร้างเอาไว้

อีกอาการหนึ่งที่พอจะบอกให้เราทราบว่ากำลังอยู่กับคนชอบหักหลัง คือ คนเหล่านี้มักไม่ยอมรับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ อาการนี้ต้องคอยสังเกตดีๆ จึงจะเห็น เพราะในยามที่ยังไม่มีโอกาส จะทำท่าทางตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเองคิด กล่าวคือ จะสรรเสริญเยินยอการตัดสินใจนั้นมากกว่าที่สมควร ที่ดูมากไปนั้นเพราะแกล้งทำเป็นเชื่อ วันใดมีโอกาสจึงจะออกฤทธิ์ให้เห็นความจริงว่าคนชอบทรยศผู้อื่นนั้นมีแต่เพียงตนเองเท่านั้น ที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง การตัดสินใจใดๆ ของผู้คนส่วนใหญ่ จะไม่มีความหมายเลยหากไม่สอดคล้องกับการตัดสินใจที่เขาเชื่อ

ยังมีอีกหลายอาการที่บ่งบอกให้เราทราบล่วงหน้า ว่า กำลังทำงานอยู่กับคนที่คอยเวลาที่จะหักหลังเรา แต่มีรายละเอียดที่ยุ่งยาก หรืออาจตีความผิดจากคนดีกลายเป็นคนทรยศได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม หลายตำราบอกไว้ตรงกันว่า การทรยศหักหลังเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เคยทำแล้วก็จะทำซ้ำอีก ดังนั้น ก่อนจะทำงานกับใคร อย่างน้อยขอให้สืบดูก่อนว่า คนคนนั้นเคยหักหลังใครมาก่อนหรือไม่ ถ้าไม่อยากถูกหักหลังให้เจ็บใจในวันหน้า

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Buy quality used engines

by Used Engines
Today all of us have some automobiles and the most important part of it is engine, if engine breaks down then you have to buy a new engine or you may give it for repair and it might cost huge amount. Therefore if you have to buy the engine and you want it in your budget only then you could buy the used engines also. Now you might think that used engines won’t work for too long and its quality should be bad as well, but there are many automotive companies are available who are providing the used engines by selecting the best engine and after checking the quality. They provides all types of used engines such as Diesel engine , car engines, truck engines, auto engines and all these will be selected from different Salvage yards.

These companies have a big network of Salvage Yards, so whenever they will get the order of required engine, they first get all the details from the person of his automobile. Then that requirement is sent to all the Salvage Yards and related companies. Then they will select the engine which will be best for you on the basis of quality and the budget provided by you and that will be delivered to you.

You might think that these companies may deliver you the duplicate or bad engine but before making any order you should check that they are the Trusted Company and they should have a good network of salvage yards. So if you want to buy an engine for your automobile you can buy the used engine from a good automobile Company and you will get the good quality engine from them which will be fit for your car and your budget as well.

Buying a Used engines for your automobile might looks like a risk but today there are many salvage yards and companies who are providing all types of quality used engines like Diesel engines, car engines, truck engines, auto engines. These companies have a large network of salvage yards from where they will find the best engine on the basis of your needs and your budget too. But always buy the used engines from the trusted company who has a good network and market.

Article Sources: To contact at visit http://www.used-auto-engines.com
View more articles from Used Engines

This article is provided by Amazines.com - The ULTIMATE Article Database

Totota celica used engines efficency

The Toyota Celica has been on and off Toyota’s product line for years. It’s a compact sedan, a racing car, and a whole lot more: over the years, the Toyota Celica has proven to be a favorite of many drivers, and a landmark on the American roadway. The ‘seventh generation’ of the Toyota Celica from 2000-2005 was the most recent manifestation of this car on the consumer market. The Celica was available in coupe, convertible and liftback styles. The engine of the Toyota Celica has changed over model years, and rear wheel drive became front wheel drive on later models.

All of this means that it can be difficult to find the exact Toyota Celica engine you need for a particular year, model, and style, but don’t let that stop you from getting your Toyota Celica re-powered with a quality used engine: at GotEngines.com, our database is filled with used engine types for any Toyota Celica year or model you need to get your car running again. Dealing in volume gives us an edge in offering new, refurbished, or used Toyota Celica engines to our customers, and ordering can easy when you’re talking to our professional and responsive experts.

By quickly searching our stock, we can help you figure out how to get our product under your car’s hood. Give us the details on your Toyota Celica and let us tackle the problem with you to come up with an affordable way to keep your car in great shape!
Toyota Celica Engine: The 4-cylinder engine of the Toyota Celica went through a number of changes in successive model years. Here’s a breakdown on the standard engine for a Toyota Celica GT or GT-S, standard models from 20000-2005 The 1.8L GS engine utilized dual overhead cam structure, and the GS-T engine included variable valve timing.

2000-2005 Toyota Celica Engine Specifications:
Engine Transmission Horsepower Torque
GT 1.8L 4-cyl. 5-spd manual or 4-spd auto. 140 125
GT-S 1.8L 4-cyl. 6-spd manual or 4-spd auto. 180 133

Toyota Celica Fuel Efficiency: Gas mileage for the Toyota Celica also varied a bit by model year, but the car got some pretty impressive overall mpg ratings. Here is an EPA estimate on the basic fuel efficiency of the same Toyota Celica model year range:

Engine Model City Hwy
GT 1.8L 4-cyl. w/manual 31 43GT 1.8L 4-cyl. w/auto 31 49GT-S 1.8L 4-cyl. w/ manual 27 42GT-S 1.8L 4-cyl. w.auto 28 39

When you need to revive your Toyota Celica with a used or refurbished engine, remember that we can take care of getting you a deal. Call us and we will help you figure out the right step in dealing with your Toyota Celica, whatever the problem is: call today and talk to us, and you’ll know you’re dealing with the pros to get your favorite ride running smoothly!

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Honda Engines for Cars

Do you possess Honda city or civic or any other Honda car? Yes! Are you facing any problem in your Honda car? If yes, there might be any problem in your engine and any other problem. You need to consult with a mechanic and ask about the problem. If there is problem in your engine and you need to change it, you are thinking to buy a new one. But wait, before you buy a new engine. There is a great deal for you that can save lots of your precious money, which is to buy a used Honda engine.

Buy used engines is a perfect way to gear up your car again on the road and it has a cost advantage as well. If you are someone who is searching for used Honda engines then you are going on the right track as used engines can be installed quickly and they don’t have any upper decoration charge that a new engine have. You might be thinking why I am suggesting used engine to you. Here is the answer!
You all familiar Japan is an autoworld and known for wide range of vehicles. But you are not aware of some few facts that made a problem for owing a car. When it comes to gasoline, oil, labor cost, repairing, parking, etc Japan is 4 times greater than US. You will hardly find any car which is more than 6 or 7 years old. A car with minimum damage is considered as the unsafe car. Due high labor cost and lack of auto parts, one cannot even think about the repairing of the car. Even if they would find any mechanic with auto parts, their prices are too high so they will leave them as well. One needs to take parking permission from the authority of Japan before buying any car. It costs around $500 which is too expensive.

If you made up your mind for buying a used engine, search for it. If you are unable to find used engines, search online. You will find thousands of related results. All you need to do is to go through the various websites and find suitable engine for your car. Don’t forget to compare the prices of Honda engines Used engines should be tested for oil content leakdown, compression, no spark sign, etc.

Engine World USA offers wide range of Honda engines and other used engine at most comprehensive price and quality. They have adequate staff and support that test engine for different tests including leakdown, compression, oil content, etc. If you have a Honda engine requirement, consult them to fulfill your needs.
Related Articles - honda engines, used engies,

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แง่คิดสำหรับการเที่ยวกลางคืน

นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว หลายคนเริ่มวางแผนที่จะเที่ยวหรือบางคนก็ไปเที่ยวแบบไม่ได้วางแผน(เพื่อนมากลากกันไป)โดยเฉพาะพี่สาโรจน์ครับที่ถ้าได้ตั้งเค้าแล้วจะหยุดไม่ค่อยอยู่... เรามีแง่คิดสำหรับการเที่ยวกลางคืนมาเล่าให้เพื่อนๆได้อ่านกัน อ่านให้สนุกและคิดตามนะครับ........
การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่การฆ่าเวลาเอาลมหายใจไปสูดกลิ่นเหล้าเคล้าบุหรี่ให้เสียไปเปล่าปลี้ไร้ซึ่งประโยชน์ไปวัน ๆ ถ้าหากคุณเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่างที่นอกเหนือจากตำราเรียนให้ได้...ก็คงจะดีไม่น้อยพลิกวิกฤติ...เอ๊ย โอกาสในการเที่ยวเตร่ยามค่ำคืนมาเป็นบทเรียนชีวิตสอนใจ ที่หาไม่ได้ตามสถาบันการศึกษาดีกว่า เราสรรหาบทเรียนที่ว่า ที่คุณสิงห์นักเที่ยวสามารถหาได้ในบรรยากาศยามออก ร่ำสุราและ ดึ๊ง ดึง ดึง ดึง...ดังต่อไปนี้

บทที่ 1 : เงินซื้อความสุขไม่ได้ แน่นอนคุณสมบัติของ "เงิน" สามารถเปิดเหล้าให้คุณเมามายได้ตลอดทั้งคืน หากแต่มันไม่สามารถซื้อความสุขที่ยั่งยืนได้ เป็นบทเรียนที่นักเที่ยวกลางคืนรู้อยู่แก่ใจลึก ๆ ทุกคน ทว่าความสุขฉาบฉวยอันนี้คว้าได้ก็ควรคว้าไว้ก่อนตอนนี้ มีบทเรียน อย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง และคุณจะได้เรียนรู้ หากวันใดที่คุณไร้เงินตราหนาหนักเหมือนแต่ก่อน พร้อม ๆ กับมิตรภาพก็ห่างหายไปพร้อม ๆ กับเงินก้อนนั้นด้วย ยามนั้นคุณจะรู้ว่า "เงิน" ซื้อความสุขไม่ได้จริง ๆ

บทที่ 2 : "ลุคส์" นั้นสำคัญไฉน สำคัญแน่ ๆ สำหรับนักเที่ยวตัวจริง ภาพลักษณ์สำคัญพอ ๆ กับเงินนั่นล่ะ วิถีชีวิตของคน ชอบย่ำราตรีจะว่าไปก็ตื้นเขิน คนบางคนก็อาจจะตัด สินใจผู้คนที่พบเห็นจากภายนอกเป็นอย่างแรกและอย่างเดียว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้พบกัน แน่นอนสาวเปรี้ยวจี๊ด นุ่งวับแวมกับชายหนุ่มหล่อล่ำพกซิกซ์แพ็กมาเป็นมัด ย่อมดึงดูดสายตาจากผู้คนกว่าสาวแว่นเตอะ หนุ่มตาตี่ ไม่มีดั้งอยู่แล้ว นี่คือบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า หน้าตาดี บางทีก็สำคัญในบางช่วงเวลา มันเป็นโอกาส เป็นสะพานให้เราพบเจอผู้คน หากแต่ต่อจากนั้น เป็นหน้าที่ของสมองที่ต้องทำงานบ้างแล้ว

บทที่ 3 : ความมั่นใจคือพระราชา บทเรียนนี้สอนเลยว่า ความหงิม ความติ๋ม ความเชย ให้เก็บไว้ที่บ้านอย่าพกมาด้วย หากอยากแจ้งเกิดในที่เที่ยว ทำชิลล์ ชิลล์ ขำ ๆ หน้ามึน ปล่อยมุกหน้าตาย เป็นนโยบายเด็ดที่ควรนำมาใช้ รูปไม่หล่อ ไม่ขาวหมวย พ่อไม่รวย ไม่ได้จบนอก แต่ความมั่นใจนี่ล่ะที่จะจุดคุณให้แจ้งเกิดได้ อย่าจริงจังกับชีวิตเกินไปยามไปเที่ยว ต่อให้โลกจะอยู่ในภาวะหรือประสบภัย แล้ง ภูเขาไฟที่อินโดฯกำลังระเบิด ปัญหาทุกอย่างให้ลืมไว้ชั่วคราว ความกังวลจะดึงพลังความมั่นใจไปหมด

บทที่ 4 : ยศถาบรรดาศักดิ์มีไว้เชิด พูดง่าย ๆ หัวโขน หรือ หน้าที่ตำแหน่งการงานที่คุณสวมไว้นี่ล่ะ จะเห็นสัจธรรมและมีค่าที่แท้จริงก็ต่อเมื่อคุณหลงอยู่ในวังวนแห่งแสงสีอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แม้โลกแห่งความจริง หน้าที่การงานจะนำมาซึ่งความเหนื่อยหนักสากรรจ์เพียงไหนก็ตาม ทว่ามันจะทำหน้าที่ชักนำพาซึ่งโอกาสดี ๆ ในการรู้จักใครต่อ ใคร หนุ่มโสดสาวฮอตประดามีกำลังเฝ้ารอคุณอยู่ใน ผับบาร์ที่คุณเป็นขาประจำ โอ่เข้าไว้ ว่าทำอะไรให้โลก ใบนี้บ้าง มีที่นากี่ไร่ โรงสีกี่โรง แต่จำไว้อีกอย่าง ยาม ที่คุณไม่เหลืออะไร แม้กระทั่งหน้าที่การงาน สัจธรรม จะบังเกิดได้ทันใดเช่นกัน

บทที่ 5 : ต้องรู้จักเอาใจ นอกจากความมั่นใจที่คนที่หน้าไม่ให้แต่ ใจรักควรมีแล้ว ความช่างเอาอกเอาใจ ดูไนซ์และเฟรนด์ลี่สุด ๆ ก็เป็นหนึ่งในบทเรียนที่คุณควรจะเรียนรู้ว่าควรจะทำ ยิ่งเคยชินได้ยิ่งดี จะได้ดูไม่เสแสร้งแกล้งทำ ข้อนี้หมายเหตุโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่หน้าแย่ แลจนทั้งหลาย จะจีบหญิงในที่เที่ยว ถ้าไม่มีคุณสมบัติใด ๆ โดดเด่นเลยในชีวิต ให้สุภาพเข้าไว้ เป็นมิตร แล้วก็อย่าลืมทิปเด็กเสิร์ฟหนัก ๆ หน่อย จะได้ดูโดดเด่นเด้งดึ๋งขึ้นมาในสายตาสาว ๆ ขาว ๆ ทั้งหลาย

บทที่ 6 : เราจะรู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรกับจุดมุ่งหมายในชีวิต สิ่งสำคัญในการเที่ยว ไม่ควรปล่อยจิตใจให้หลงเหลิงกับแสงสี เป็นเหมือนการทดสอบตัวเองให้เหนียวแน่นกับจุดยืนที่คุณมี ยามโดนแสงสีสาดส่องมาที่ตัว มีหลายคนเที่ยวกลางคืนเพื่อลืมเศร้า แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา ทว่า อย่างน้อยก็ทำให้คุณได้ ลืมชั่วครั้งคราว ฉะนั้นคุณควรจะรู้ว่า จะจัดการอย่างไรกับจุดมุ่งหมายในชีวิต ปัญหาก็ยังต้องแก้ไข จำไว้ ความผิดพลาด การพ่ายแพ้ และการถูกปฏิเสธเสียบ้าง มีผลดีต่อจิตวิญญาณของเรา การเสพความเศร้า ทำให้เราได้รู้สึกดีกับความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องไปดิ้นรนหาความสุขยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากเย็น บางทีก็ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ

บทที่ 7 : ได้เป็นคนกว้างขวาง เรื่องดีก็มี เรื่องยี้ ๆ ก็เยอะ อยู่ที่เราจะเลือกเก็บเกี่ยวและวางตัว การออกเที่ยวทำให้เราได้รู้จักผู้คน แม้จะฉาบฉวยก็ชื่อว่าได้รู้จักไม่ใช่เหรอ ดีกว่าอยู่ในกะลาล่ะน่า ออกจากกะลามาเป็นกบกลางคืนบ้างก็ได้ ทั้งยังได้เรียนรู้คนจากร้อยพ่อพันแม่ด้วย หลาย ๆ คนได้ไอเดียเด็ด ๆ จากการเที่ยวมาก็เยอะ ได้รู้จักคนจากหลากร้อยวงการมารวมตัวกันแลกเปลี่ยนเบอร์โทรฯ เอ๊ย ความคิดเห็นกัน เป็นเรื่องดี ๆ ที่ควรเรียนรู้ไว้

บทที่ 8 : ทำให้เรารู้ว่า ไว้ใจใครได้บ้าง หรือบางทีอาจทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครไว้ใจได้เลยก็เป็นได้ ภายใต้หน้ากากที่ทุกคนสวมเข้าหากัน ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางซึ่งกันและกันได้ดี คุณจะรู้ว่าคุณไม่สามารถไว้ใจคนแปลกหน้าได้เท่า ๆ กับการที่คน ๆ นั้นก็รู้สึกว่าคุณก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาเช่นกัน

ส่งท้ายไว้ว่า แค่อยากให้คุณมีชีวิตไว้เพื่อ-ใช้ ออกมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในหนทางของใครก็ของมันกันดีกว่าครับ.

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

How to quit smoking

I decided after I got engaged in June 2007 that I would quit smoking by July 2008. And I have. It has been 23 days, as of this writing, since I had a smoke.

In preparation for this, the first Sunday in June 2008, I dedicated myself not to smoke any cigarettes. I got through the day mainly by not seeing the sky. I enjoyed my DVD collection, carefully avoiding Thank You For Smoking, drank some beer and cooked. Giving myself something to enjoy made a large difference in maintaining a positive mental attitude.

Now on the cooking subject, I have heard several people say to me that they are afraid to quit because of possible weight gain. While this is perfectly valid, what you have to decide is that, in having the self-control and commitment to follow through on your decision to quit smoking, you will have to apply this same mentality to your nutrition and exercise habits.

So I got through about 30 hours without a smoke, and for the last 3 weeks of June, I kept myself to 2-5 cigarettes per day. I worried that I hadn't gone without since that Sunday, and I certainly had a lot of stress in my life. To deal with this worry I reminded myself why I had made this decision a year ago.

Knowing why I wanted to quit smoking was very important to maintaining both my composure and my motivation not to smoke through the last 3 weeks. I wanted to quit because of the following.
1) I had been smoking nearly 10 years and I felt that was a maximum if I wanted to live a strong, healthy life. I knew people who smoked for decades and quit later in life, but I decided that I wanted a better quality of life than that.
2) I want to start exercising and my endurance and motivation to do so were severely hampered by my preference to reward my hard work with cigarettes. In June, I dug my bike out of storage, made sure it was in good shape and decided that in July, my first month without cigarettes, I would ride it for at least 15 minutes per day on a low gear.
3) I wanted to look and feel better. I am not grossly overweight or anything, 5'10, 180lbs, but I wanted to look good! And to do that I need to exercise, which means I had to quit smoking. I was convinced that knowing that I had made a difficult decision to quit, I would have something new to be proud of, that I had stuck by my decision.
4) I thought that I would discover something about myself. This I will share at the end.
So at a little after midnight on June 30, I went outside and looked at the sky and smoked my last cigarette. I had 5 in the box, smoke one, broke 2 and I still have the last 2 in my drawer. I kept these so that if I felt like I was going to die unless I had a smoke or something, I wouldn't have to buy another pack.

The First WeekThe first week is definitely the worst. I had major changes going on with my business, relationship and financial stresses, all the usual stuff. To stick to my decision, I mainly needed to remind myself frequently why I had decided this was important to me.
The Second WeekThe weekends are relatively easy compared with the workweek. For one thing, I was in the habit of taking a break every 2-3 hours to step outside and take a smoking break. What I did when I felt restless was walk around my building a couple of times, at which point going back into the air conditioning was almost reward enough.

At times like these first few weeks, it is reminding myself of why I made this decision and congratulating myself for following through on my decision that keeps me going. It is so easy to just go have a smoke, but knowing that means I would have been going against my decision was just enough to keep me from retreating in my resolve.

I stood in line at my local Krauszer's, where I used to buy packs regularly, and saw 2 women in a row buy 5 packs each, $60 worth of cigarettes. That was one of the first times I was in a situation I used to be in but could now say "Wow, at least that is not me!"
The Third weekThis is my third week, and I can honestly say that the desire to smoke has moved from my gut to my head. I have had some really tough business events and even so, I felt less consumed with thinking it would be easy to give in, just this time. What I remind myself is that if I don't do it "just this time", I then get to stick to my decision.
Last week I read about this Knol product by Google and I decided that I'd like to participate, but I didn't know how. I really hope that by writing about my personal experience here is helpful to the many people out there who also need to quit smoking but haven't yet made the decision to do so.
So what have I discovered in the last 3 weeks? That Ryan Turner, entrepreneur, engaged to be married on New Year's Eve 2008, American patriot, is, as suspected, so much more than this addiction. With this bad habit farther behind me every day, every time I want a cigarette, I can stop myself for 1 minute and remind myself that I am more than my habits and that controlling my inner self helps me understand and control the world I live and breathe in. Oh, and breathing easier is heavily endorsed!

by KNOL

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

How to stop drinking.

by Ed Philips
Many people have a problem when thinking of alcoholism as a disease because it simply doesn't seem like one. It doesn't look a disease; nor does it sound, smell, or act like a disease. To cap it all, it regularly denies it exists and refuses to accept treatment.

Alcoholism has been recognized for many years by professional medical organizations as a primary, chronic, progressive and sometimes fatal disease. The National Council on Alcoholism and Drug Dependence offers a detailed and complete definition of alcoholism, but probably the most simple way to describe it is "a mental obsession that causes a physical compulsion to drink."

Mental obsession? Did you ever wake up in the morning with a song playing over and over in your head? It might have been a commercial jingle you heard on television, or a song from the radio, but it kept playing ... and playing and playing. Mental Obsession Come on; admit that you remember what it was like. That stupid melody kept repeating in your head no matter what you did. You probably tried to listen to another tune, sing another song, or turn on the radio; however, the one in your head just kept on playing. We have all been there. Something was happening in your mind that you didn't consciously put there and no matter how hard you tried you couldn't get it out!

Above is a basic example of what a mental obsession is -- a mental thought process over which you have no power over. If you comprehend the music scenario, you might understand more about the nature of the disease of alcoholism. In the mind of an alcoholic, when the drinking "song" starts playing, he becomes powerless to resist the noise. The song wasn't consciously put there and the only obvious way to get it to stop playing, for the alcoholic, is to take a drink.

The problem is the alcoholic's mental obsession with alcohol is much more subtle than a song playing in his mind. In fact, he may not even know it's there. All he knows is he suddenly has an urge to take a drink a physical compulsion to drink. Progressive Disease Compounding the problem is the progressive nature of the disease. In its early stages, taking one or two drinks may be all it takes to get the "song" to stop. But soon it takes six or seven and later maybe ten or twelve. Somewhere down the road the only time the song stops is when he passes out.

The progression of the disease is so subtle and usually takes place over such an extended period of time, that even the alcoholic himself failed to notice the point at which he lost control -- and alcohol took over -- his life. It's no wonder denial is a common indication of the illness. For those who realize that they do have a problem help is as close as the white pages of the telephone directory. Unfortunately there are those who need help however do all they can to resist it, for these people intervention may be the only alternative.

Discover how to Stop Drinking Alcohol found at http://www.stopdrinkingadvice.org/guide written by Ed Philips and get free advice to help you Quit Alcohol Today. View more articles from Ed Philips
This article is provided by Amazines.com - The ULTIMATE Article Database

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

วิบากกรรมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

"ไทยซัมมิท' ลดกำลังผลิต อีโคคาร์-รถใหม่จ่อเลื่อน"
อุตฯผลิตชิ้นส่วน"ไทยซัมมิท"สะเทือน หลังลูกค้าค่ายรถเลื่อนแผนผลิตรถรุ่นใหม่ออกไป 1 ปี ยอมรับต้องปรับลดเป้าผลิตลง 15-20% ส่งสัญญาณ ปีหน้าไม่มีรถรุ่นใหม่ ส่วน"อีโคคาร์"เกือบทุกค่ายขอเลื่อนผลิตไปปี 2554 กลุ่ม "จุฬางกูร" ลดเวลาทำงานเหลือ 2 กะ ด้าน"โตโยต้า"เมืองไทยรับกระทบยอดขาย 10% ล่าสุดในอเมริการะส่ำบางแห่งเตรียมยุบเหลือไลน์ผลิตเดียว TAPMA เตือนสมาชิก 580 รายรับมือสืบเนื่องจากที่"ฐานเศรษฐกิจ"เกาะติดสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ลามมาถึงภาคเรียลเซ็กเตอร์ของไทย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าวต้องบริหารความเสี่ยงแบบชนิดวันต่อวันกันแล้ว-บิ๊กชิ้นส่วนรับกระทบแล้วนายเสถียร พงศ์เจตน์พงศ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่จากตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าก่อนหน้านี้บริษัทเพิ่งให้ข่าวไปว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากที่ค่ายโตโยต้าจะลดการใช้ชิ้นส่วนลง 6 เดือน(พ.ย.2551-เม.ย 2552) เนื่องจากบริษัทมีลูกค้าจากรถยนต์ค่ายหนึ่งที่ปัจจุบันเป็นคู่ค้ากันอยู่แล้ว ที่มีข้อตกลงร่วมกันว่าสายผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า จะสั่งซื้อชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งจากกลุ่มไทยซัมมิท แต่ล่าสุดได้รับแจ้งจากผู้ผลิตรถค่ายดังกล่าวว่า จะขอเลื่อนการผลิตรถกระบะรุ่นดังกล่าวออกไปก่อน 1 ปี"จากกรณีนี้ทำให้ไทยซัมมิทวิตกว่านับจากนี้ไปจะต้องมองแผนการผลิตชนิดวันต่อวัน หรืออาทิตย์ต่ออาทิตย์แล้ว และจะไม่มีการตั้งเป้ายอดขายในปี 2552 จากที่ปี 2550 กลุ่มไทยซัมมิทมีรายได้จากฐานการผลิตในประเทศและต่างประเทศรวม 38,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าปี 2551 จะเพิ่มเป็น 39,000 ล้านบาท เพราะขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่โดยเฉพาะสถานการณ์ในตลาดโลก" -ยังไม่ส่งแผนใช้ชิ้นส่วนปี 52นายเสถียร กล่าวอีกว่าตามปกติในช่วงเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ทุกค่ายรถยนต์ที่เป็นคู่ค้ากับผู้ผลิตชิ้นส่วนจะส่งแผนการผลิตรถของปีถัดไปมาให้ซัพพลายเออร์ที่เป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อแจ้งล่วงหน้าว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนควรจะป้อนชิ้นส่วนให้ค่ายรถยนต์แต่ละค่ายในปริมาณเท่าใด แต่ตอนนี้ไม่มีรถยนต์ค่ายใดเลยที่ส่งแผนการใช้ชิ้นส่วนมาให้ล่วงหน้าเพื่อที่จะส่งมอบชิ้นส่วนให้กันในปี 2552"ก่อนหน้านี้กลุ่มไทยซัมมิทก็ได้รับแผนการใช้ชิ้นส่วนมาจากรถยนต์ค่ายหนึ่ง แต่ล่าสุดแจ้งขอยกเลิกและให้เหตุผลว่าจะขอนำแผนการใช้ชิ้นส่วนกลับไปทบทวนใหม่ก่อน ซึ่งไทยซัมมิทจะรอแผนนี้จนถึงสิ้นปีนี้

-ไทยซัมมิท"ลดเป้ารายได้15-20%อย่างไรก็ตามจากความไม่แน่นอนของตลาดยานยนต์ในช่วงนี้ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศวางแผนธุรกิจลำบากขึ้นและล่าสุดฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มไทยซัมมิท ได้ตัดสินใจลดเป้ารายได้ในปี 2552 ให้ต่ำลง 15-20% เมื่อเทียบจากปี 2551 ที่ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ปีนี้39,000 ล้านบาท ซึ่งการปรับลดเป้าลงครั้งนี้จะเป็นการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าก่อน หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้บริษัทก็ต้องมาประเมินผลกันใหม่อีกครั้ง

-เลื่อนรถรุ่นใหม่-อีโคคาร์นายเสถียรอีกว่า นอกจากนี้การลดเป้ารายได้จะเป็นการเตรียมรับมือกรณีที่ผลการสำรวจในเบื้องต้นพบว่าในปี 2552 ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายยังไม่มีการผลิตรถรุ่นใหม่ออกมา บางค่ายที่เตรียมจะเปิดตัวรถบางรุ่นในปีหน้าก็ขอเลื่อนไป ในขณะที่รถประหยัดพลังงานหรือรถอีโคคาร์เกือบทั้งหมดจำนวน 6 ค่าย(ฮอนด้า,นิสสัน,ซูซูกิ,มิตซูบิชิ,โตโยต้า, ทาทา มอเตอร์ส) ที่ได้รับส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ไปเมื่อปี 2550 นั้น ที่มีแผนผลิตในกลางปีและปลายปี 2553 ล่าสุดได้รับการยืนยันมาแล้วว่า ขอเลื่อนแผนการผลิตออกไปเป็นปี 2554

-เล็งลดชั่วโมงการทำงานนอกจากนี้หากบริษัทมีออร์เดอร์ชิ้นส่วนลดลง ผลต่อเนื่องคือ การลดชั่วโมงการทำงานลง หรือลดโอที เช่นเคยมีโอทีในวันอาทิตย์ก็ไม่มี ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่ธุรกิจยานยนต์บูมมากบริษัทในกลุ่มไทยซัมมิทเคยทำงาน 284 -290 วัน/ปี ต่อมาในช่วงปี 2550 ก็ลดชั่วโมงการทำงานลงเหลือ 278 วัน/ปี จนปี 2551 เหลือ 262 วัน/ปี หากปีหน้ากระทบมากจำนวนวันทำงานอาจจะลดลงอีกก็ได้สอดคล้องกับที่แหล่งข่าวในวงการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีกรายกล่าวว่าขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศเกือบทุกค่ายเริ่มหันไปมองเรื่องแผนการลดชั่วโมงการทำงานลงแล้วทั้งค่ายฮอนด้า ,ฟอร์ด, โตโยต้า,และโดยเฉพาะนิสสันที่หยุดผลิตรถกระบะ"NAVARA"มา2เดือนแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคมปีนี้ เช่นเดียวกับค่ายฟอร์ด ที่ชะลอการผลิตเพราะยอดขายรถกระบะขนาด 1 ตันขายไม่ดี"จากการสำรวจตลาดรถกระบะเวลานี้ พบว่ารถกระบะขนาด 1 ตันขายไม่ออกอันดับแรกคือมาสด้า รองลงมาคือฟอร์ด นิสสัน และมิตซูบิชิ ส่วนกระบะโตโยต้าและอีซูซุตลาดยังไปได้โดยเฉพาะรถกระบะค่ายอีซูซุขายดีเพราะมีการทุ่มแคมเปญอย่างหนัก

-กลุ่ม"จุฬางกูร"ลดเหลือ2กะต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากบริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด หรือSABในกลุ่มซัมมิท คอร์ปอเรชั่น ลงทุนโดยตระกูล"จุฬางกูร" กล่าวว่าได้รับผลกระทบเหมือนกัน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนจะขายไปยังตลาดยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งอเมริกาจะซื้อจากประเทศเหล่านี้อีกที ดังนั้นเมื่ออเมริกาขาดสภาพคล่อง ก็ต้องซื้อชิ้นส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมน้อยลง ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ต้องขายของได้น้อยลง ทำให้เวลานี้กลุ่มซัมมิทได้ปรับเวลาการทำงานแล้วจาก 3 กะ เหลือ 2 กะ งานโอทีส่วนที่ไม่จำเป็นก็ยกเลิกไป และมีการปรับเป้ารายได้ปี 2552 ด้วย แต่ยังไม่มีแผนดึงคนออก+บริษัทรถเริ่มลดโอทีสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ได้เริ่มมาตรการปรับลดการผลิตบ้างแล้ว โดยนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแเฟคเจอริ่งฯ และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เปิดเผยว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของไทยต้องปรับตัวโดย ทบทวนระบบการผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น บางรายที่มีสต๊อกมาก ก็ต้องชะลอการผลิต หยุดการผลิตชั่วคราวไปเลยก็มี ส่วนที่มียังมีสต๊อกเก่ามาก ก็อาจลังเลที่จะเปิดตัวรุ่นใหม่ นอกจากนี้ก็ใช้วิธีลดโอที ลดชั่วโมงการทำงาน แต่ยังไม่มีการปลดคนงานอย่างแน่นอน สำหรับโครงการอีโคคาร์ยังไม่มีบริษัทไหนชะลอการลงทุน ในทางตรงกันข้าม อยากเร่งให้เร็วขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปีนี้ ยังไม่มีผลกระทบกับยอดขายรถยนต์โดยรวมมากนัก จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 650,000 คัน อาจลดลงเหลือ 630,000 คัน หรือลดลงเพียง 10 %เท่านั้น "สำหรับโตโยต้าได้เริ่มมาตรการปรับระบบการผลิตแล้ว โดยเลิกโอที แต่ยังผลิต 2 กะเหมือนเดิม อย่างโรงงานโตโยต้าที่บ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา ซึ่งผลิตรถปิกอัพวีโก้เพื่อส่งออกยังทำการผลิตตามปกติ และสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตปีละ 100,000 คัน ได้ตั้งแต่ปีที่สองแล้ว ในด้านการทำตลาดในประเทศ ยังเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตามกำหนดการเดิม อย่างเมื่อเร็วๆนี้ ได้เปิดตัวโตโยต้า วีโก้ ไมเนอร์เชนจ์ โดยมีเป้าหมายช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้คึกคักขึ้น"

-จ่อยุบฐานผลิตโตโยต้าที่มะกันด้านแหล่งข่าววงการผลิตรถยนต์อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลมาว่า ฐานการผลิตของโตโยต้าที่สหรัฐอเมริกาเริ่มมีปัญหาแล้ว โดยปัจจุบันจะมีโรงงานผลิต 4 แห่งตั้งอยู่ใน 3 มลรัฐคือ มลรัฐอินเดียนา จำนวน 2 แห่ง มลรัฐเท็กซัส 1 แห่งและมลรัฐเคนตักกี 1 แห่ง โดยโรงงานที่รัฐอินเดียนาจะผลิตรถSUVหรือรถตรวจการณ์ขนาดใหญ่ และผลิตรถกระบะขนาด 1.5 ตัน ซึ่งโรงงานทั้ง 2 แห่งในรัฐดังกล่าวมีแผนจะยุบรวมเหลือเพียงแห่งเดียวในอนาคต นอกจากนี้ในปี 2553 โตโยต้ามีแผนจะเปิดตัวและเปิดโรงงานผลิตรถ SUV ขนาดใหญ่ที่มลรัฐมิสซิสซิปปี ที่ขณะนี้โรงงานดังกล่าวเสร็จเกือบ 100% แล้ว แต่เมื่ออเมริกาเผชิญผลกระทบจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ทำให้โตโยต้าต้องเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหัน โดยปรับไลน์ผลิตเป็นรถไฮบริด พริอุส (PRIUS)แทน เป็นรถประหยัดน้ำมัน และรถรุ่นนี้เป็นสุดยอดของโตโยต้า ที่ตามปกติแล้วจะไม่ผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นแต่ครั้งนี้โตโยต้าตัดสินใจผลิตแทนรถSUVเพราะมั่นใจว่าจะขายได้สอดรับกับสถานการณ์ในตลาดสหรัฐอเมริกาที่พลเมืองใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น ลดการฟุ่มเฟือยลงโดยลดการใช้น้ำมันลง

-เตือนสมาชิกTAPMAรับมือด้านนายประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยหรือ TAPMA กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมได้เตือนสมาชิกที่มีจำนวน 580 รายให้ตั้งรับโดยการลดต้นทุน และให้เตรียมใจว่าปี 2552 อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนทั้งระบบจะลดชั่วโมงการทำงานลงโดยเฉพาะลดการทำงานล่วงเวลา หรืองดทำโอที ซึ่งตามปกติอุตสาหกรรมนี้จะมีการทำงานล่วงเวลาประมาณ 40 ชั่วโมง/เดือน ถ้ารวมเวลาปกติด้วยแล้วจะมีชั่วโมงทำงานทั้งสิ้น 200 ชั่วโมง/เดือน ดังนั้นถ้าตลาดรถยนต์หายไปประมาณ 20% ก็เชื่อว่าการทำงานล่วงเวลาในระบบจะหายไป หรือบางบริษัทอาจจะลดชั่วโมงการทำงานลง ส่วนบริษัทที่เคยจ่ายโบนัสแบบอู้ฟู่ก็จะมีการลดจำนวนเดือนลงสำหรับสมาชิกของTAPMA จำนวน 580 รายปัจจุบันจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ประมาณ 10 % รายขนาดกลางประมาณ 20% และเป็นกลุ่มผู้ผลิตรายเล็ก 70% มีมูลค่ายอดขายต่อปีทั้งในประเทศและส่งออกเมื่อปี 2550 เกือบ 400,000 ล้านบาท/ปี โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะมีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2553 จะแซงหน้าเป็นอันดับ 1 หากอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อนึ่งเมื่อปี 2538 ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ทั้งสิ้น 680,000 คัน ต่อมาปี 2540-2541 กำลังผลิตเริ่มลดลงเพราะไทยเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งทำให้เหลือกำลังผลิตจริงรวมทั้งสิ้น

BB Gun Eastern Seaboard.

ความเป็นมาของบีบีกัน
บีบีกัน (BB Gun) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Airsoft gun เป็นปืนอัดลมเบา ซึ่งมีประสิทธิเหนือกว่าปืนอัดลมทั่วไป ปืนชนิดนี้ทำงานได้โดย 3 ระบบคือ ระบบแก๊ส อัดลมด้วยมือAir cocking และระบบไฟฟ้า ซึ่งลักษณะของตัวปืนนั้นมีความคล้ายคลึงกับของจริงเป็นอย่างมาก เริ่มใช้งานครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น และจัดเป็นกีฬาในลักษณะเกมผจญภัย (survival game) เช่นเดียวกับ เพนต์บอล
BB Gun ถูกผลิตมาจากหลากหลายประเทศ ส่วนมากมักมาจากประเทศญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ซึ่งถือว่าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นเป็นที่น่าไว้วางใจสุด เนื่องจากมีมาตรฐานสูงและแม่นยำมาก สำหรับ BB gun ในประเทศไทยได้รับความนิยมค่อนข้างมากเนื่องจากมีความสนุกสนาน และ หลากหลาย อีกทั้งยังจำลองเป็นแบบสงครามด้วยจึงเป็นที่นิยมแก่วันรุ่นหรือ เยาวชน ต่างๆก็สนใจเล่นมากขึ้นแต่ยังติดที่ต้นทุนที่สูงของปืน(โดยเฉพาะของญี่ปุ่น) และลูกกระสุน
บีบีกันมีอันตรายต่อ ผิวหนังของมนุษย์หรือสัตว์นั้นจะทำให้เกิดการบุบตัวของผิวหนัง มีเลือดออก เป็นแผลที่เป็นหลุมลึก บวม ถ้าโดนยิงใส่ตาโดยไร้เครื่องป้องกัน อาจทำให้ตาบอดได้ โดยเฉพาะปืนที่มีความเร็วประมาณ 340 ฟุตขึ้นไปควรระวังเป็นพิเศษดังนั้นจึงต้องใส่หน้ากากทุกครั้งเมื่อลงเล่นกีฬาชนิดนี้
ในประเทศไทย บีบีกันถูกจัดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท 'สิ่งเทียมอาวุธปืน' ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ปืนชนิดนี้เป็นปืนอัดลมชนิดเบา ถือได้ว่าเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 เช่นเดียวกับปืนเพนต์บอล ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมแจ้งให้ทะเบียนท้องที่ทั่วประเทศทราบ

การแต่งกายในการเล่น BB Gun
ในการเล่นกีฬาทุกประเภท ควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ การออกกำลังทำให้สุภาพและร่างกายแข็งแรงก็จริง แต่หากไม่มีการทำการบริหารร่างกายก่อนลงเล่น BB อาจทำให้กล้ามเนื้อได้รับความบาดเจ็บได้ เพราะฉะนั้นก่อนเล่นเล่น BB ทุกครั้งควรบริหารร่างกายก่อนลงเล่นก็ดีนะครับ ส่วนเรื่องการแต่งกายในการเล่น BB อันนี้ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ของแต่ละบุคคลครับ แต่ส่วนสำคัญที่สุดของร่างกายที่เราควรจะปกป้องอย่างยิ่งคือบริเวณใบหน้าแล้วก็ดวงตาครับ เพราะฉะนั้น หน้ากากหรือแว่น(Mask หรือGoogle)จึงมีความสำคัญมากๆ เรียกว่าขาดไม่ได้เลยละ ส่วนราคาของหน้ากากมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กลับวัสดุ รูปทรงและยี่ห้อ บางคนถึงกับทำการทดสอบความคงทนโดยนำแว่นหรือหน้ากาก มาลองยิงด้วยปืน BB ในระยะใกล้ๆ 0.5 - 3 เมตร ว่าสามารถทนต่อแรงปะทะในการยิงได้ขนาดไหน? ต่อมาเป็นเรื่องของชุดต่างๆ อย่างที่บอกไปข้างต้น ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ของแต่ละท่านและความชอบของแต่ละบุคคล ชุดทหารเรียกว่าคงเหมาะที่สุดที่จะใช้ในการเล่น แต่หากบางคนมีไอเดียในการแต่งตัว แปลกๆ แหวกแนว จะต้องขึ้นอยู่ในความเหมาะสม และเน้นความปลอดภัยแก่ร่างกายผู้สวมใส่ก็ไม่ผิดครับ



กติกามารยาทสากล
การเล่น BBgun นั้นจะแตกต่างจากเพ้นท์บอล คือ ในกรณีที่ถูกยิงจะไม่มีสีฟ้อง เพราะไม่มีสีฟ้องจึงมี Hero เกิดขึ้นทำให้ผู้เล่นที่มีสปีริตไม่พอใจ ดังนั้น จึงมีกติกาขึ้นมาว่า หากผู้เล่นท่านใดถูกยิงในสนาม ไม่ว่าจะยิงจากข้างเดียวกันเอง หรือ ฝ่ายตรงข้าม ท่านต้องออกจากการเล่น รวมถึงการยิงโดนปืน พูดง่ายๆว่า โดนส่วนใดของผู้เล่นและปืนก็ต้องออกจากการเล่นเช่นกัน กติกามีไว้เพื่อสังคม หากท่านแหกกฏกติกาของสังคม ท่านเองก็ไม่ต่างอะไรกับโจร

เล่นยังไง ? ให้ชนะ
BBgun นั้นเล่นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย หลายต่อหลายคนคิดว่าเอาลูกใส่แม็กหยิบแบตใส่ปืนเอานิ้วเหนียวไกก็เล่นได้ที่ท่านคิดก็ถูกคับ แต่อย่าลืมว่าไม่ว่ากีฬาชนิดไดก็แล้วแต่ถ้าหากขาดทีมเวิกส์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จครับทีมเวิกส์ที่ดีนั้นก็ต้องมีการประชุมวางแผน แบ่งตำแหน่ง สำหรับผู้เล่นที่ต้องการจะเริ่มเล่นกีฬา PaintBallและBBก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่าถ้าโดนยิงเมื่อไหร่ก็เจ็บเมื่อนั้น ผมเองคิดว่ากีฬาทั้ง 2 ชนิดนี้มันมีประโยชน์ดังนี้
1.ได้ฝึกความอดทน
2.สมาธิ
3.ความซื่อสัตย์
4.การออกกำลังกาย
5.การเข้าสังคม

กฏเหล็กสนามมีดังนี้
** ขออนุญาติก๊อบมาจากบอดร์ The Fox นะครับ เพราะไปเล่นบ่อย เป็นการโฆษณาให้เค้าไปในตัว คงไม่ว่ากัน **
กฎข้อที่ 1 สามารถใช้ปืนอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน400 F/S(ไม่มีอนุโลม) วัดโดยใช้ลูก0.20g ของกรรมการวัด แล้วจะติดสติกเกอร์ไว้ ปืนทุกกระบอกที่นำลง แข่งต้องวัดแล้วติดสติกเกอร์ และกรรมการจะตรวจก่อนการลงสนามทุกครั้ง ไม่อนุญาต M203 , ลูกระเบิดBB , กับระเบิดClay more เอาปืนกี่กระบอกลงก็ได้ แต่ต้องแบกติดตัวไปด้วย ห้ามวางไว้แล้วกลับมาหยิบ
กฎข้อที่ 2 สามารถใช้วิทยุ กล้องส่องทางไกล เลเซอร์ และอุปกรณ์อื่นๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นได้ โดยต้องแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเข้าสนาม
กฎข้อที่ 3 ใช้กติกา BB สากลทุกอย่าง เน้นการถูกส่วนไหนของร่างกาย ถือว่าต้องออกจากการแข่ง ยึดผลการตัดสินของกรรมการเป็นที่สุด ไม่มีการร้องเรียนใดๆ3.1 ข้อปฏิบัติเมื่อผู้เล่นนั้นๆถูกยิง- เมื่อถูกยิงไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามที่เข้าข่ายการตัดสินว่าต้องออกจากเกมส์ ให้หยุดการเล่นและรอที่จุดนั้นๆ โดยทางกรรมการสนามจะเข้าไปแจกธงขาวเพื่อเป็นการแสดงว่าท่านได้ออกจากเกมส์แล้ว- ให้ผู้เล่นที่ได้รับธงขาวเดินไปยังขอบสนามที่ใกล้ตัวที่สุด โดนเส้นทางนั้นต้องไม่ตัดหน้าหรือเป็นอุปสรรคต่อผู้เล่นคนอื่นๆที่ยังอยู่ในสนาม- จากนั้นให้ผู้เล่นเดินเลียบขอบสนามไปยังเดสโซน(DEAD ZONE)ของฝ่ายตนเองเพื่อรอคณะกรรมการทำการขานคะแนนเมื่อการแข่งขันสิ้นสุด รอจนจบเกมส์ ห้ามพูดห้ามส่งสัญญาน ใดๆโดยเด็ดขาด- หากยิงโดน ทีมเดียวกัน ต้องออกเสมือน ถูกฝ่ายตรงข้ามยิง- ห้ามส่งแม็ก+ปืน และอุปกรณ์ต่างๆให้กับสมาชิกในทีม โดยเด็ดขาด
3.2 ทุกบังเกอร์ภายในสนามผู้เล่นไม่สามารถยิงผ่านช่องและหรือรูออกไปได้ หากกระทำการเช่นนั้นถือว่าผิดกติกา กรรมการในสนามมีอำนาจตักเตือนเมื่อเห็นทันทีหรือให้ใบเหลืองโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ในกรณีที่ผู้เล่นอีกฝ่ายสามารถยิงผ่านช่องและหรือรูเข้ามาได้ โดนตัวผู้เล่นให้ถือว่าผู้เล่นผู้นั่นโดนยิงเหมือนกรณีทั่วไป ( ห้ามยิงลอดรูออกจาก บังเกอร์ตัวเอง แต่ถ้าโดนฝ่ายตรงข้ามยิงลอดรูเข้ามาโดนเรา ให้ถือว่าโดน )
3.3 ถ้ากระสุนหมดระหว่างเกมส์ ไม่ต้องออก สามารถอยู่ในสนามได้ แต่ ต้องไม่เข้าไปในเดดโซน (DEAD ZONE)เด็ดขาด มิฉะนั้นกรรมการจะถือว่าตายแล้ว
กฎข้อที่4 สำหรับผู้เล่นที่เหนียวหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นนักกีฬาและการแข่งขัน ทางคณะกรรมการกลางสามารถตัดสินการแข่งขันของผู้เล่นผู้นั่นได้
4.1 ห้ามมิให้มีการทะเลาะวิวาท (อันนี้จะลงโทษ ตัดสิทธิ์การแข่งขัน)
4.2 ถ้าทะเลาะกันขั้นลงไม้ลงมือ จะโดนแบน6เดือน ทุกคนในทีม ที่สนามนั้นๆ กำลังใช้เป็นกฎมาตรฐาน
กฎข้อที่ 5 ห้ามยิงปืน ในเซฟโซนโดยเด็ดขาด โดยทางผู้จัด จะมีบทลงโทษ สูงสุดคือการตัดสิทธิ์แข่งขัน ของบุคคล และ ทีมนั้นไปตามลำดับขั้น

บรรยากาศสนาม(ดูตามรูปนะครับ)

Game BB Gun Rayong 1

BB gun uniform

eastern rayong

BB Gun guard