วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ค่าของเงินอยู่ที่ใหน..คืออะไร..???

ค่าของเงินหรือความศรัทธาในตัวเงิน..อันที่จริงแล้วมันก็คือๆกัน..มาลองทำความเข้าใจกันครับ...

>>เงินไม่ใช่คำตอบ แต่จะหมดคำตอบถ้าไม่มีเงิน หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เงินนั้นไม่มีค่า..แต่อยู่ที่ความศรัทธาในตัวเงิน….ดังนั้น..การบริหารความสามารถทางการเงินอยู่เสมอคือภูมิคุ้มกันตัวเองครับ
>>ถึงเวลานี้ ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องเร่งดำเนินการทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งในคราวนี้ดูเหมือนว่านโยบายเรื่องค่าแรงและเงินเดือนขั้นต่ำ ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก
>>ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท สร้างความหวังและความฝันให้กับลูกจ้างทั่วไปได้เกินกว่าครึ่งของประเทศ

ในฐานะที่มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคแต่อย่างใดจึงไม่กล้าที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว ว่าดี เหมาะ ควรหรือไม่ เลยขออนุญาติมองกลับมาที่เรื่องใกล้ตัวอย่างความมั่งคั่งในส่วนบุคคลดีกว่า…

ต้องยอมรับว่าตัวเลขรายได้ที่รัฐบาลนำเสนอนั้น เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และดูเหมือนว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของพี่น้องประชาชนไปได้ไม่มากก็น้อย สำคัญคือว่า เมื่อชีวิตมีสภาพคล่องที่ดีแล้ว แรงงานทั้งหลายจะมีความสามารถในการเปลี่ยนสภาพคล่องให้กลายเป็น “ความมั่งคั่ง” ได้หรือไม่ หรือทำได้เพียงแค่พอมีพอกินไปอีกเพียงระยะสั้นๆ แล้วก็กลับมาเป็นปัญหาใหม่..

(((แล้วทำไม? รายได้ที่มากขึ้น ไม่ทำให้คนเรารวยขึ้น???)))

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การมีรายได้ที่มากขึ้น มักจะนำไปสู่การบริโภคที่มากขึ้น สร้างภาระหนี้ที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากความเชื่อว่า ตัวเองมีอำนาจซื้อที่มากขึ้น และท้ายที่สุด ก็จะนำไปสู่ปัญหา มีเงินไม่พอใช้อยู่ดี (อันนี้ยังไม่นับรวมพ่อค้าแม่ค้าที่รอขึ้นราคาสินค้าต้อนรับเงินเดือนที่ปรับเพิ่มขึ้น) ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวเราๆท่านๆ ก็ได้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินเดือนมากขึ้น ช่วยให้ท่านมีเงินเก็บเงินออมมากขึ้นหรือเปล่า ความเป็นจริงของหลายคนก็คือ ไม่เลย คนที่เขาเก็บเงินได้ เงินเดือนแค่ไหนก็เก็บได้ แต่คนที่ใช้ไม่เคยเหลือ หาเงินได้มากเท่าไหร่ มันก็ไม่เหลืออยู่ดี

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องมีเรื่องของความฉลาดในการจัดสรรค่าใช้จ่าย (How to Spending) เข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย ไม่อย่างนั้นพนักงานประจำที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาท ก็คงรวยกันหมดแล้ว แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่เลย ดังนั้นเองจึงมีนักปรัชญาเคยกล่าวว่า“คนเรามีความสามารถในการสร้างรายจ่ายไปเทียบเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเสมอ” ดังนั้น ไม่ว่าจะเพิ่มเงินอีกมากเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ก็อาจยังไม่มีทางรวยได้ หากพวกเขามีความฉลาดทางการเงินที่ไม่มากพอและในท้ายที่สุด “เงินทองจะไหลออกจากคนที่มีความฉลาดทางการเงินน้อย ไปสู่คนที่มีความฉลาดทางการเงินมากกว่าอยู่เสมอ” และนั่นจึงเป็นเหตุให้พนักงานกินเงินเดือนผู้ฟุ้งเฟ้อ ติดนิสัยบริโภคนิยม ไม่ฉลาดเรื่องเงินทอง จึงไม่มีทางรอดเงื้อมมือของผู้ประกอบการที่สร้างสรรโปรโมชั่นมาล่อใจให้จับจ่ายเกินจำเป็นได้

ถึงตรงนี้บางท่านอาจจะเห็นแย้งว่า ก็ในเมื่อแต่ก่อนมันไม่พอกิน เขาก็เพิ่มให้พอดี ก็น่าจะพอแล้ว จะอะไรกันนักกันหนา…

ถ้าใครนึกใครคิดแบบข้างต้น ก็ต้องบอกเลยว่า เป็นความคิดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ (หรือเดือนๆ) ไม่ได้มองวันข้างหน้าเลย ทั้งนี้เพราะหากเราดำรงชีวิตอยู่แบบไม่มีเผื่อเหลือเก็บเลย อย่างนี้ในอนาคตจะลำบาก ตราบใดที่เรายังทำงานไหวก็คงไม่เป็นไร เพราะยังพอหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่เมื่อแก่หรือเกษียณแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายเลี้ยงชีวิต

>>ล่าสุดมีการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันว่า พวกเขากลัวและกังวลอะไรมากที่สุดในชีวิต คุณผู้อ่านลองทายดูครับ

ถ้าใครตอบว่า “การก่อการร้าย” ละก็ผิดครับ เพราะนั่นเป็นแค่อันดับ 2.....ส่วอันดับ.1 ที่คนอเมริกันกลัวกันมากที่สุด คือ “การมีเงินไม่พอเลี้ยงตัวเองหลังเกษียณ”

กลับมาที่เมืองไทยของเรา ในมุมมองของผม จะ 300 หรือ 15,000 บาท ก็เป็นได้เพียงการช่วยเหลือให้ชีวิตประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งในเมื่อได้รับกันถ้วนหน้า ก็ถือเป็นเรื่องดีคำถามต่อมาคือ เราๆท่านๆ ควรจะบริหารจัดการอย่างไรกับโปรโมชั่นพิเศษที่ทางรัฐมอบให้นี้

>>อันดับแรกๆและเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การบริหารค่าใช้จ่าย!!

อย่างที่เรียนไปแล้วว่า มนุษย์เรามีความสามารถพิเศษในพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ที่เรียกกันว่า “อำนาจซื้อ” มีเงินในกระเป๋าไม่ค่อยได้ เหมือนมีอำนาจแล้วต้องใช้ ต้องแสดง ต้องโชว์ อันนี้ถ้าเพื่อความสุขบ้างก็พอได้ แต่ถ้ามากไปก็อาจทำให้มีภาระเพื่ิมได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าบริษัทบัตรเครดิตน่าจะลูบปากรอ บัณฑิตจบใหม่ที่มีเงินเดือน 15,000 บาท กันชนิดใจจดใจจ่อ และแน่นอนว่าเราจะให้เห็นจำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

คำถามคือ เด็กๆ เหล่านี้มีวุฒิภาวะในการบริหารจัดการเงินดีแค่ไหน เพราะหากเร่ิมต้นชีวิตด้วยภาระหนี้สิน (ซึ่งเขาว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมทางหนึ่ง) อย่าถามถึงอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพราะมีโอกาสโดนหนี้ลากยาวนับสิบปีแน่นอน จริงๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังเอาตัวไม่รอด ทั้งหมดนี้เป็นเพราะขาดความรู้ด้านการบริหารเงินทั้งสิ้น (นี่ยังไม่นับรวมความเสี่ยงทางการเงิน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ที่สามารถส่งผลกระทบกับคลังของแต่ละคนได้ตลอดเวลานะ)

เมื่อเงินที่ได้เพิ่ม ถูกนำไปใช้จนหมด ก็จะส่งผลกระทบต่อการออมและการลงทุนไปโดยปริยาย เมื่อในวัยทำงานไม่สามารถออมเงินได้ ก็จงเตรียมตัวให้พร้อมรับความเหนื่อยยากหลังเกษียณได้เลย

หลายคนอาจแย้งว่า จะไปกังวลอะไร ฉันมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉันมีประกันสังคม ฉันมีสำรองเลี้ยงชีพ และ 30 บาทรักษาทุกโรคด้วยนะ ไหนจะเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอีกหละ ก็น่าจะถือว่ามีเงินออมและประกันความเสี่ยงอยู่แล้ว จะมาพูดให้ดูน่ากลัวทำไม

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ “มันไม่พอกิน“ หรอกครับ ไม่จะกองอะไรต่างๆ ที่ว่ามา่น่ะ (ลองคิดง่ายๆ ไม่ต้องดูค่าเงินเฟ้อ สมมุติว่าเงินเดือน 3,000 - 4,000 พอใช้หรือ) และสอง คือ ลองไปดูต้นแบบกองทุนต่างๆ ที่ว่ามาในต่างประเทศดู อย่างในอเมริกาตอนนี้กำลังติดหนี้บานตะไท และกำลังจะล้มหมดแล้ว ดังนั้น อย่าไปหวังพึ่งอะไรเลยครับ

<<<แล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป?>>>

1. สิ่งที่คนไทยควรจะทำก็คือ วางแผนจัดการกับรายได้ที่เพิ่ิมขึ้นอย่างชาญฉลาด เริ่มจากจัดสรรค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม ตามจำเป็น (ฟุ่มเฟือยเป็นบางจังหวะและโอกาส แต่อย่าให้กระทบสภาพคล่อง)
2. มองไปวันข้างหน้า เก็บออม หรือสะสมในทรัพย์สินเพื่อการลงทุน ที่ท่านสนใจและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
3. สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ดูแลจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิิดขึ้นกับชิีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน อย่างเหมาะสม..

อ่านไปอ่านมาแล้ว มันก็หนีไม่พ้นหลักสำคัญในการบริหารจัดการชีิวิต ที่เราคนไทยเรียกกันว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นแหละ ในหลวงท่านสอนท่านแนะนำให้คนไทยรู้จักกันมาตั้งหลายปี แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตตื่นเต้นและโลดโผนอยู่กับเงินที่แกว่ิงไปแกว่ิงมา

"ถ้าทำได้แค่นั้น ก็อย่าหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากกันเลยครับ"

พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ..

สิทธิพร ศรปัญญา
14-Sep-2011