วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โสดอย่างมีสุข..เป็นไปได้จริงหรือ?

ไม่ค่อยได้เขียนเรื่องความรักของคนโสด เดี๋ยวจะหาว่าคนโสดมีความสุขไม่ได้ ต้องรอมีแฟนอย่างเดียว….
ที่จริงแล้วเรามีความรักก่อนถึงจะมีแฟนนะคะ ไม่ใช่มีแฟนแล้วถึงจะมีความรักและเราก็ไม่จำเป็นต้องรอมีแฟนถึงจะมีความสุขด้วย เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่ตอนนี้วันนี้ เพราะถ้ารอมีแฟนแล้วค่อยมีความสุข มันเท่ากับเราเสียเวลานานเกินไป

เอาเป็นว่าไม่ว่าตอนนี้คุณจะโสดแบบหล่อเลือกได้หรือสวยเลือกได้ ก็ลองคิดดูนะคะว่าที่ต้องโสดอยู่จนทุกวันนี้เพราะเหตุใด
-โสดแบบตัดใจจากอดีตไม่ได้
-โสดแบบยังไม่รู้จะไปทางไหน
-โสดแบบไม่ตั้งใจ และอื่นๆ
แต่จงจำไว้ว่าสิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องโสดอย่างมีความสุข

บล๊อคนี้จะบอกถึงวิธีสร้างความสุขให้ตนเองแบบไม่ต้องง้อใคร แถมยังสร้างเองได้แบบมีมากพอจะปูทางให้พร้อมจะมีคู่ ไม่ว่าถึงเวลาจะอยากมีหรือไม่.

ข้อที่ 1 มาเริ่มที่ โสดอย่างมีเป้าหมายค่ะถึงจะโสดอยู่ แต่ก็ควรมีเป้าหมาย มีความพร้อมไม่ใช่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ รอเจ้าชายขี่ม้าขาว หรือบังเอิญเปิดผอบเจอนางในฝัน
ถ้าคุณยังมีวงจรชีวิตแบบเดิมๆ มีแฟน…. ชีวิตและความสุขก็ขึ้นอยู่กับแฟน ไม่มีแฟน… ชีวิตและความสนุกก็ขึ้นอยู่กับเพื่อน มันออกจะดูเพลินๆไปว่าไหมคะ
ลองเปลี่ยนวงจรชีวิตเป็นอะไรใหม่ๆบ้าง เช่นเราจะสร้างความสุขได้ด้วยตนเอง เพื่อเลือกทางเดิน และวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป

ข้อที่ 2 โสดอย่างมีหลักการเมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่าวิธีที่จะเดินไปถึงจุดหมายนั้นต้องทำอย่างไรคนที่มั่นใจในตัวเองนั้น ดูดีมีเสน่ห์ แต่ก่อนอื่นเราต้องทำตัวเองให้มีดีให้มั่นใจก่อนคนที่มีความสุขนั้นใครๆก็อยากอยู่ใกล้ โลกนี้มีแต่คนเหงา ต้องการที่พึ่งหากเราไม่เข้าใจความเป็นจริงข้อนี้ ก็เหมือนคนเตี้ยอุ้มค่อม เหงากับเหงามาเจอกันคนที่ไม่รู้จักสร้าความสุขให้ตนเอง คือต้องพึ่งพาคนอื่น ก็คือคนที่ดูแลตนเองไม่เป็นเมื่อดูแลตนเองไม่เป็นจะดูแลคนอื่นได้อย่างไร ถ้าคนเหงาสองคนมาเจอกัน หวังแต่จะกอบโกยความสุขจากอีกฝ่ายความรักมันจะไม่ใช่การให้ และอิสระ แต่มันจะเป็นการจ้องจะเอา อยู่เหนืออีกฝ่าย นานๆไปจะกลายเป็นกรงขังโดยใช้คำว่าคู่รักมาผูกมัดเป็นหน้าที่เสียมากกว่า

วิธีที่แนะนำก็คือ
1.ให้ความสุขคนอื่น แทนที่จะไปวิ่งตามหาค่ะมีคนที่มีความทุกข์อยู่บนโลกอีกมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือ จะช่วยแบบเอาของไปให้ จะช่วยแบบให้คำปรึกษา ก็ได้ ยกตัวอย่างการช่วยง๊ายง่ายก็เช่น ช่วยน้องหมาน้องแมวถูกทอดทิ้ง เด็กน้อยตาดำๆถูกทอดทิ้ง กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ขาดความรักของจริงค่ะ และจะดีมากถ้าได้ช่วยเหลือคนใกล้ตัวด้วย เพราะช่วยได้บ่อยกว่าและทำได้ทุกวันการช่วยเหลือผู้อื่นนอกจากจะสอนให้เรารู้ตัวเองว่าที่จริงเราก็ดูแลคนอื่นได้นะ เราก็เป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้แล้ว มันยังทำให้เรารู้สึกเข้มแข็ง

2.วิธีถัดมาที่อยากแนะนำก็คือ การลองเดินทางไปทำสังฆทาน ทำบุญที่วัดด้วยตนเองคนเดียว ทำบ่อยๆแล้วใจอธิษฐานขอว่า ให้เราเข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนเองและคนอื่นได้ ทำบ่อยๆ จนเริ่มชินและมีความสุข.

3.ต่อมาก็ลองทำอะไรที่ปกติต้องไปกับแฟน กับเพื่อนเป็นมาทำด้วยตนเอง เช่น ช๊อปปิ้งเอง, กินข้าวเองได้.

เมื่อเราทำดี รู้จักให้เป็นก็แปลว่าเราเริ่มรู้จักนิยามความรักว่าคือการให้แล้วและเมื่อเราสามารถให้คนอื่น และทำอะไรด้วยตนเองจนมีความสุขได้แล้วขั้นถัดมาสำคัญมากที่เราต้อง “รู้จักตนเอง”ไม่ใช่ว่ารู้จักว่าเราชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน แต่รู้จักว่าตนเองกำลังทำอะไร และมีข้อดีตรงไหนให้มั่นใจ มีข้อเสียตรงไหนให้ต้องปรับปรุง

คนส่วนมากไม่รู้จักตนเอง ต้องให้คนอื่นตัดสินหรือบอกว่าตนเองเป็นอย่างไรก่อนหน้าเราอาจไม่รู้จักตนเองและไม่เคยทำดีอะไร พอแฟนทิ้ง หรือไม่มีคนเหลียวแล(เพราะมัวแต่ทำหน้าเศร้า อมทุกข์)เราก็เชื่อตามนั้น ก็เลยกลายเป็นยิ่งหดหู่แต่พอเรารู้จักทำดี สร้างความสุขให้คนอื่นเป็นแล้ว เราก็ต้องย้อนมาดูตนเองมากขึ้น ฟังคำวิจารณ์จากคนอื่นครึ่งเดียวพอเพราะไม่มีใครอยู่กับเรา24ชั่วโมง มีเราที่เห็นตนเอง รู้จักตนเองดีที่สุด

ถ้าเราย้อนมาดูตนเองบ่อยๆ มีการกระทำเพื่อให้เป็นหลักฐาน ว่าเราสามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ ไม่ได้ไร้ค่า เราทำอะไรด้วยตนเองก็มีความสุขได้ ไม่ต้องร้องขอจากใครนี่ เราก็ไม่จำเป็นต้องแคร์หรือง้อให้ใครมาให้ค่าเราเลย

ถ้าจะให้ดีแนะนำให้รู้จักการฝึกฝนใจ รู้เท่าทันความคิดที่คิดมาก หรือไม่มีความสุข หรือความคิดที่ไม่ดีที่จะไปเบียดเบียนคนอื่นบ่อยๆ ว่าความคิดต่างๆมันเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มันทำให้ใจเราดูหม่นหมอง ไม่สดใส น่ารักหน้ามอง น่าเข้าใกล้ ก็จะทำให้จิตใจเราสว่าง และสวยงามขึ้นมา(ซึ่งข้อนี้ก็คือการภาวนาในทางพุทธค่ะ)

พอเราให้ความรักกับคนอื่นได้ ก็แปลว่าเรามีความรักอยู่กับตัวตลอดเวลาแล้วฝึกฝนใจบ่อยๆ ก็เลยทำให้เข้าใจว่า ทุกข์มันเริ่มที่ใจเรา รู้ทัน ไม่ไปต่อเติม มันก็หยุดที่ใจเรา ไม่ต้องไปพยายามหาทางดับด้วยการเดินทาง เสียเงินไปดูหนังฟังเพลง รอคอยความเมตตาสงสารจากใคร

เอาเป็นว่าตอนนี้ตอบโจทย์ให้แล้วนะคะว่าสร้างสุขเองก็ได้ ทุกข์มาก็รู้ทันไม่ไปถือหรือกำมันไว้ เท่านี้ก็โสดแบบสุขสุดๆ ไม่ต้องง้อใครเลย...และเมื่อเราสร้างความสุขเองได้แล้วก็พร้อมจะมีคนรักเพื่อแบ่งความสุขให้พอเราพึ่งพาตนเองได้ ก็มั่นใจว่าเรามีแฟนเพื่อเกื้อกูลกัน ไม่ใช่เพื่อเป็นภาระแก่กัน.

ขอบคุณ บทความจากคุณ ศิลาริน พุทธบุตรี.


วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกเรื่องราวของ “ผู้เป็นแม่'” ที่น่าเศร้าใจ

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแม่อีกแล้วนะครับ ผมเลยอยากจะเขียนบันทึกบทความเกี่ยวกับแม่ที่ได้รู้จากForward Mail ที่ส่งต่อกันมาครับ ทั้งนี้ก็เพื่อบันทึกเรื่องราวของ 'ผู้เป็นแม่' ที่น่าเศร้าใจเรื่องหนึ่งครับ ^___^

ในวันที่สามของการไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรีฉันได้รู้จักกับคุณป้าคนหนึ่งสมมุติว่าแกชื่อว่า...'ป้าใจ'ก็แล้วกันนะคะ...ฉันได้รู้จักกับแกก็เพราะว่า เจ้าหน้าที่ให้ฉันย้ายข้าวของออกจากโรงเรือนที่นอนมาแล้วสองคืน ไปหาที่นอนใหม่เพราะว่าจะมีคณะของทหาร (ไม่รู้มาจากหน่วยไหน) ประมาณ 300 นายถูกส่งมาฝึกปฏิบัติกรรมฐานในบ่ายวันนั้น ฉันหอบของเดินมาที่โรงเรือนใกล้ ๆกัน เปิดประตูเข้าไปมองเห็นที่ว่างอยู่ จึงตรงปรี่ไปที่นั่นทันทีและตรงนั้น มีป้าใจ กำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่.

แรก ๆ ฉันออกจะไม่ไว้ใจป้าแกนัก เพราะแกบอกว่า แกเป็นคนร่อนเร่ร่อนเร่ไปตามวัดต่าง ๆ ไปอาศัยข้าววัดกิน อาศัยที่วัดนอน..ออกจากวัดนั้น ไปวัดนี้ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดมุ่งหมาย...ใครบอกที่วัดไหนมีคนไปเยอะ แกก็จะไปวัดนั้น เพราะนั่นหมายความว่า...แกจะมีข้าวกินพออิ่มรอดไปวัน ๆ แน่นอนยามฉันนอน ฉันก็จะระวังตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีของมีค่าอะไรติดตัวไปโทรศัพท์ก็ไม่ได้พกไป จะมีก็แค่สร้อยทองที่คล้องอยู่กับคอ เส้นก็ไม่ใหญ่นักสตางค์ที่พกไปพอทำบุญ และใช้หนี้สงฆ์ กับซื้อหนังสือของหลวงพ่อกลับบ้านอีกวันถัดมา แกก็มาบอกลา ว่าจะกลับแล้ว จะติดรถไปกับเพื่อนใหม่ ที่แกมารู้จักที่นี่แกเปลี่ยนจากชุดขาว เป็นชุดธรรมดาเรียบร้อย รอติดรถเพื่อนแกจะไปลงแถว ๆ ลาดพร้าวคืนวันนั้น ฉันยังเจอแกใส่ชุดขาวอีกครั้ง นอนเอามือก่ายหน้าผากเหมือนเดิม.

ฉันไม่ได้ถาม หรือซักไซร้ไล่เรียงอะไรแก แต่กลับรู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูกพลันคิดต่อตัวเองว่าในใจว่า...
ทรัพย์สินของฉันเมีเพียงแค่นี้...ฉันก็ยังทำหวงไปได้ ทำให้จิตใจตัวเองกังวลไปเปล่าๆ ดูป้าแกไม่ใช่คนมือไว หรือคน 'ขี้ขอ' เลยสักนิด ฉันไม่เคยเห็นแกขอเงินใครสักคนเลยรุ่งเช้า หลังจากทำวัตรเช้า และทานอาหารเช้าเสร็จฉันจึงนั่งคุยกับป้าใจอย่างเป็นทางการครั้งแรก.

>ป้าเป็นคนที่ไหนเหรอคะ'
>>ป้าเป็นคนเพชรบูรณ์จ้ะ'
>ป้าไม่มีลูกบ้างเหรอคะ'
>>ป้ามีลูกสามคน สองคนน่ะเป็นผู้ชาย โตกันหมดแล้ว คนเล็กเป็นลูกสาว ป้ายกให้คนขับรถตู้ที่รู้จักกันตั้งแต่แปดขวบ'
>แล้วทำไมป้าไม่ไปอยู่กับลูกชายล่ะคะ ทำไมป้าต้องมาร่อนเร่อย่างนี้ด้วย'
ป้าเงียบไปพักหนึ่ง นั่งชันเข่า แล้วกอดเข่าเอาไว้ เหมือนจะหาหลักยึดร่างกายแกเอาไว้กันมันสั่นไหวโยกไปตามแรงสะอื้น ที่แกพยายามปกปิดฉัน ด้วยการหันหน้าไปทางอื่น
>>ป้าไปหามันแล้ว มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย มันบอกว่าเพิ่งโดนไล่ออกจากยามมา ลูกป้าตนนี้มันทำงานไม่ทนร้อก'
>แปลว่าเค้ากำลังตกงานเหรอคะป้า'
>>มันได้งานใหม่แล้ว เป็นยามอยู่แถวรังสิต แต่มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย เพราะมันเพิ่งทำงาน มันบอกมันไม่มีปัญญาเลี้ยงป้าน่ะ.

>ป้าเป็นคนที่ไหนเหรอคะ'
>>ป้าเป็นคนเพชรบูรณ์จ้ะ'
>ป้าไม่มีลูกบ้างเหรอคะ'
>>ป้ามีลูกสามคน สองคนน่ะเป็นผู้ชาย โตกันหมดแล้ว คนเล็กเป็นลูกสาว ป้ายกให้คนขับรถตู้ที่รู้จักกันตั้งแต่แปดขวบ'
>แล้วทำไมป้าไม่ไปอยู่กับลูกชายล่ะคะ ทำไมป้าต้องมาร่อนเร่อย่างนี้ด้วย'
ป้าเงียบไปพักหนึ่ง นั่งชันเข่า แล้วกอดเข่าเอาไว้ เหมือนจะหาหลักยึดร่างกายแกเอาไว้กันมันสั่นไหวโยกไปตามแรงสะอื้น ที่แกพยายามปกปิดฉัน ด้วยการหันหน้าไปทางอื่น
>>ป้าไปหามันแล้ว มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย มันบอกว่าเพิ่งโดนไล่ออกจากยามมา ลูกป้าตนนี้มันทำงานไม่ทนร้อก'
>แปลว่าเค้ากำลังตกงานเหรอคะป้า'
>>มันได้งานใหม่แล้ว เป็นยามอยู่แถวรังสิต แต่มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย เพราะมันเพิ่งทำงาน มันบอกมันไม่มีปัญญาเลี้ยงป้าน่ะ

ฟังถึงตรงนี้ กลับเป็นฉันเองที่ต้องแอบเบือนหน้าหนีแก เช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นทางป้อย ๆ ด้วยความสงสาร เออหนอ...โลกนี้ช่างขาดความยุติธรรมเสียจริง ๆ ทีกับฉันที่อยากจะเลี้ยงดูพ่อใจแทบขาด สวรรค์ก็แกล้งเอาลมหายใจพ่อของฉันไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น แต่กับป้าคนนี้ สวรรค์กลับปล่อยให้แกมีลมหายใจอยู่อย่างทุกข์ทน ทำไมลูก ๆ ของป้าจึงกลับไม่เหลียวแลเลยสักนิด...ทำไมพวกเค้าไม่ยินดีกับ โอกาส ที่ได้...โอกาสที่ฉัน หรือใครอีกหลาย ๆ คนต้องการที่จะได้รับ ทำไมพวกเค้าปฏิเสธ โชคดี ที่พวกเค้ากำลังได้รับ...โชคดี ที่ฉัน หรือใครอีกหลาย ๆ คนก็วาดหวัง.

>แล้วป้าจะไปไหนต่อจ๊ะ'
>>จริง ๆ ป้าก็อยากทำงาน แต่ไปที่ไหน ๆ เค้าก็ไม่รับ บอกว่าป้าแก่แล้ว
พอดีเพื่อนคนเมื่อวานที่ป้าจะกลับด้วยน่ะ เค้าให้ที่อยู่ไว้ ให้ป้าไปสมัครเป็นแม่บ้านที่ปั๊มน้ำมันเพื่อนเค้าน่ะ'
>ดีจัง แล้วป้าจะไปยังไงล่ะคะ'
>>พอดีเมื่อวาน รถเค้าเต็ม วันนี้สาย ๆ ป้าว่าจะออกไปนั่งรถเมล์ไปกรุงเทพน่ะ'
>แล้วป้าไปถูกเหรอคะ'
>>ป้าไปมาหมดทั่วประเทศแล้ว ไปไม่ยากร้อก แค่ลาดพร้าว 85 เอง'
>ฮ่ะ ๆ ป้าเก่งกว่าหนูอีกนะเนี่ย หนูยังไปกรุงเทพไม่ค่อยถูกเลย'
ป้าแกส่งเสียงหัวเราะตามฉันพร้อมพูดว่า...
>>ถ้าหนูอยากไปไหนบอกป้านะ เดี๋ยวป้าจะพาไป'

ฉันเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ จะแปดโมงแล้ว ถึงเวลาปฏิบัติกรรมฐานอีกแล้ว
ฉันจึงขอตัว ก่อนจากกัน ฉันหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนรูดซิบกระเป๋าใบเล็กที่คล้องคออยู่ ที่แสนจะหวงนักหวงหนาเมื่อคืนก่อน ฉันควักเงินออกมาแล้วยัดใส่มือแก พร้อมพูดว่า หนูช่วยป้าพอค่าเดินทาง กับค่าอาหารได้แค่สองวันนะจ๊ะ' ป้าใจแกยกมือท่วมหัว ปากก็พร่ำคำขอบคุณคำอวยพรต่าง ๆ นา ฉันมองเห็นใบหน้าป้าทีเปี่ยมสุข...ก่อนฉันหันหลังเดินจากป้าใจมา พร้อมน้ำตาที่เอ่อท่วมท้น...เงินเพียงน้อยนิด สร้างสุขให้ป้าได้ขนาดนี้เชียวหรือ แล้วป้าเค้าจะได้งานทำหรือเปล่านะ หากไม่ได้งานทำเพราะเหตุผลเดิม ๆ ป้าใจแกก็ต้องเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิม... ชีวิตแก จะต้องเดินทางต่อไปอีกยาวไกลแค่ไหนนะ... ฉันขอภาวนา ให้ลูก ๆ ของป้าสักคน หยุดการเดินทางของ 'แม่' ของเขาด้วยการเลี้ยงดูด้วยเถอะ แกต้องการแค่ที่นอน และอาหารเพียงสามมื้อที่ไม่ต้องซื้อหามาด้วยราคาแพง ๆ ...แค่นั้นเอง

ยามเด็กแม่อุ้มชู...เลี้ยงดูเจ้า
แม่ต้องเฝ้ายามเจ้าป่วย ร้องไห้จ้า
ต้องแบกหาม จนบ่าทรุดเลี้ยงเจ้ามา
ทั้งการศึกษาให้แก่เจ้า...อย่างลำเค็ญ
แม่เพียงหวังเห็นเจ้าได้เติบใหญ่
พร้อมกับใจรักแม่ ที่ยากเข็น
ไม่เคยขอสิ่งใดเกินจำเป็น
เพียงทำเช่นแม่เคยทำ...กับเจ้ามา
ลูกหลายคนแม่เลี้ยงเจ้ามาได้
แม่คนเดียวไฉน...จึงปล่อยลำบากหนา
ต้องเร่ร่อนนอนวัดพลัดถิ่นมา
กินน้ำตาต่างข้าวไปวัน...วัน
แลกข้าวแม่แต่ละมื้อ...กับบุหรี่ได้ใหมเล่า
ที่เจ้าเฝ้าเผาพ่นเพลินอย่างสุขสันต์
แลกที่ซุกหัวนอนให้แม่...กับน้ำจันท์
ขอแลกมันกับค่าน้ำนมแม่...ได้ใหมเอย
เพียงแค่นี้...ทำไมทำให้แม่ตัวเองไม่ได้นะ (ถึงกับน้ำตาไหลเลย...คิดถึงแม่จังเลย )


ที่มา ; Forward Mail.

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Memory or Story of BenlaJang(Sujittra Sornpanya)

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน วันนี้ผมจะมาอัพเดทบล๊อกของตัวเองครับ หลังจากGoogleให้ของขวัญปีใหม่กับบล๊อกSittiporn Online ด้วยการให้ PR.1(Page Ranking)กับบล็อกของผมเมื่อตอนต้นปี(รู้สึกดีใจมากๆครับ) แต่หลังจากนั้นไม่นานPRของผมก็กลับมาเป็นศูนย์เหมือนเดิมเนื่องจากขาดการUdateข้อมูลอย่างสมำเสมอ

ดังนั้นผมจึงตั้งใจว่าจะUpdateบทความให้กับบล็อกทุกเดือน เพื่อจะเก็บข้อมูลที่ตนเองต้องการ ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเหมือนอย่างที่สมมุติฐานไว้หรือเปล่า

ดังนั้นเดือนนี้ผมจึงจะขอเขียนบทความเกี่ยวกับบันทึกเรื่องราวของน้องเบ็ญล่า(ลูกสาวผมเองครับ)เนื่องในโอกาสที่น้องเบ็ญกำลังจะมีอายุครบ 1ขวบ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ

บันทึกที่1. วีดีโอตอนแรกเกิด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร



บันทึกที่2. วีดีโอตอนน้องไทร์(ลูกคุณเฉลิม)แวะมาเยี่ยมที่ห้อง


บันทึกที่3 น้องเบ็ญไปเที่ยวที่เกาะลอยในวันสงกรานต์-2553



บันทึกตอนที่4. น้องเบ็ญกำลังหัดคลาน



บันทึกตอนที่5. น้องเบ็ญเต้นกับเพลง Nobody กับพ่อที่กำลังนั่งกินเหล้า..



บันทึกตอนที่6. น้องเบ็ญกับคุณแม่โทรไปสั่งหมูย่างมากินที่บ้าน.

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

ประวัติความเป็นมาของควันหลง-สงกรานต์ (ควันหลงสงกรานต์)

จากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมานั้น มีปรากฎในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นเข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทต่อเราผู้มีสมบัติมากนักเลงสุราจึงตอบว่า ถึงท่านมีสมบัติก็ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติก็จะสูญเปล่า เรามีบุตรเห็นว่าประเสริฐกว่า ท่านเศรษฐีมีความละอายใจจึงบวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งอธิษฐานขอบุตรถึงสามปีก็มิได้มีบุตรอยู่มาถึงวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงขึ้นบูชาพระไทรประโคมพิณพาทย์ตั้งอธิษฐานขอบุตร พระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วจึงให้ชื่อว่าธรรมบาลกุมาร ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งน้ำนั้น กุมารเจริญขึ้น ก็รู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุได้เจ็ดขวบได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม และกบิลพรหม องค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ สัญญา ไว้ว่าถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า
ข้อ 1 เช้าราศีอยู่แห่งใด
ข้อ 2 เที่ยวราศีอยู่แห่งใด
ข้อ 3 ค่ำราศีอยู่แห่งใด
ธรรมบาลกุมารขอผลัด 7 วันเพื่อตอบปัญหา ธรรมบาลกุมารขอผลัด7วันเพื่อตอบปัญหาครั้นล่วงไปได้หกวันธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้จึงนึกว่าพรุ่งนี้จะตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหมไม่ต้อง การจำจะหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่าจึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล2ต้นมีนกอินทรี2ตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้นครั้นเวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่าพรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใดสามีบอกว่าจะกินศพ
ธรรมบาลกุมารซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสียเพราะทายปัญหาไม่ออกนางนกถามว่าปัญหานั้นอย่างไรสามีจึงบอกเล่าปัญหาให้เมียฟังนางนกถามว่าจะแก้อย่างไรสามีบอกว่าเช้าราศีอยู่ที่หน้ามนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าเวลาเที่ยงราศีอยู่ที่อกมนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อกเวลา ค่ำราศีอยู่ที่เท้ามนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้าธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็กลับไปปราสาทวันรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมถามปัญหาธรรมบาลกุมาร
ก็แก้ ตามที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง 7 อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกันแล้ว บอกว่าเราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร ศีรษะของเราถ้าตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบน อากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้ง 7 นั้นเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะ ส่งให้ธิดาองค์ใหญ่นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วก็เชิญประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตร
แล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมูลาดลงมาล้างในสระ อโนดาตเจ็ดครั้งแล้ว แจกกันสังเวยทุก ๆองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365 วันโลกสมมุติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดาเจ็ดองค์จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี ธิดาทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเราสมมุติเรียกว่านางสงกรานต์นั้น มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ คือ
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า ทุงษ
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า โคราด
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันอังคาร นางสงกรานต์มีชื่อว่า รากษส
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันพุธ นางสงกรานต์มีชื่อว่า มัณฑา
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี นางสงกรานต์มีชื่อว่า กิริณี
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า กิมิทา
- ถ้าปีใดควันหลง-สงกรานต์ ตรงกับวันเสาร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า มโหทร

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

ควันหลงสงกรานต์ หรือบันทึกเรื่องราวการเดินทางในวันสงกรานต์ของ (Myspy.111)

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยปีนี้ ผมตั้งใจจะเขียนบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในวันสงกรานต์ของผมเองครับ เพื่อเก็บไว้อ่านเองในวันข้างหน้าหรือเก็บไว้ให้ลูกสาวผมอ่านในอนาคตวันที่เขาโตขึ้น

โดยบันทึกควันหลงสงกรานต์ ปี่นี้(พ.ศ. 2553) ข้าพเจ้าจะเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ได้กระทำไปในช่วงเวลาทั้งหมด 9 วัน ที่โรงงานหยุดให้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 - 18 เมษายน 2553 รวมถึงบันทึกเรื่องราวที่เป็นข่าวคราวที่สำคัญที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ครับ

บันทีก(ควันหลงสงกรานต์)วันแรก (วันที่ 10 Apr 2010)
ผมไปทำงาน(ทำ OT) ที่บริษัทไทยอาซาคาว่า เนื่องจากว่ามีงานNew Model ที่ต้องทำการทดลองอยู่ 2 Part จึงต้องไปติดตามความก้าวหน้าของงาน โดยรายละเอียดของงานที่ทำทั้งวันมีดังนี้
- Trial new part no 4913524131(MTA) Process RL1,RL2
- Trial process RL2 for Connector(MTA)
- Follow for trial new part no 8980141410 [Process HE-->P-->RP]
- Follow for trial new part no 0280606120 [Process HE-->RP]
- Follow for trial new part no 0280606120 [Process RP-->HT]

บันทีกควันหลงสงกรานต์วันที่สอง (วันที่ 11 Apr 2010)
ผมไม่ได้ไปทำงาน จึงอยู่กับครอบครัวที่บ้าน
- ตอนเช้า(คุณอำนาจ ศรปัญญา) แวะมาเอาซองผ้าป่า เพื่อเอาไปร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนเด็กเตรียมอนุบาลที่บ้าน
- เวลา 7.30 น ทำความสะอาดหน้าบ้าน เนื่องจากมีคราบเหนี่ยวอะไรก็ไม่รู้ หกราดอยู่ลานหน้าบ้าน
- เวลา 8.00 น. ดูข่าวก๊วนข่าวเช้าวันหยุด ถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนม๊อบที่ประท้วงที่กรุงเทพ ประทะกับทหาร ดุเดือดจนทำให้มีคนเสียชีวิต จำนวน 20 คน และบาดเจ็บอีก ประมาณ 800 กว่าคน ถือว่าเป็นควันหลงสงกราณต์ ที่น่าเศร้าสำหรับครอบครับของผู้สูญเสีย เพราะแทนที่ผู้คนจะได้ไปเที่ยวสนุกสนานกับญาติกับครอบครัว กลับต้องมาเสียชีวิตเพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อใครบางคน
- เวลา 10.00 น. กินข้าวแล้วหลับกลางวัน แต่ช่างเป็นวันที่ร้อนแทบตับแตก....จึงต้องลุกมาอาบน้ำ แล้วนอนต่อจนถึงช่วงบ่าย
- เวลา 15.00 น. ซื้อเบียร์มากิน 1 ขวด เพื่อดับร้อน และเพื่อจะได้นอนหลับ
- เวลา 16.00 น. หากิ่งไม้มาทำร้านให้ผักเลื้อยคลานที่เอามาจากพี่พูนสามารถเกาะปีนขึ้นกำแพงได้
- เวลา 17.30 น. พาครอบครัวไปซื้อของที่ตลาดปากร่วม จึงได้ซื้อพัดลมมาเพิ่มให้ที่บ้านอีกตัว
- เวลา 20.30 น. เริ่มเขียนบันทึก ควันหลงสงกราณต์ ของตนเอง

วันหลงสงกรานต์วันที่สาม (วันที่ 12 Apr 2010)
ผมได้ถ่ายรูปบ้านของผมเอง(ในมุมที่คิดว่าสวย) เพื่อสงไปอวดเพื่อนๆ และเชิญชวนให้เขามาเยี่ยมเยียน เพราะบ้านหลังนี้ผมพึ่งซื้อและย้ายเข้ามาอยู่ เมื้อปลายเดือนกุมภาพันธ์ นี้เอง เป็นบ้านที่ผมสุดแสนจะภูมิใจ และคิดว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่า........
ว่าแล้วก็เชิญชมรูปบ้านผมได้ตามสะดวกเลยครับ

�วั�หล�ส��รา���


�วั�-หล�-ส�-�รา���

วั�ส��รา���